xs
xsm
sm
md
lg

กำไรแบงก์ไตรมาส2-ครึ่งปีแรกซบ-กสิกรไทยครองแชมป์สูงสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK),ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL),บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน)(SCB),ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTB),ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY),ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)(TTB), บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TISCO), ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)(KKP),ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)(CREDIT), บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(LHFG) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)(CIMBT)แจ้งผลการดำเนินประจำไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนรวมทั้งสิ้น 66,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.02%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 66,235 ล้านบาท

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิรวม 134,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.09%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 134,505 ล้านบาท

โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 13,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.08%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิงวด6เดือนแรกของปี 69 ที่ 27,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ,ธนาคารกรุงไทยกำไรในงวดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 12,123 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.02%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิงวด6เดือนแรกของปี 69 ที่ 24,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.56%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ,บริษัทเอสซีบี เอกซ์ กำไรในงวดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 11,116 ล้านบาท ลดลง 13.06%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิงวด6เดือนแรกของปี 69 ที่ 21,312 ล้านบาท ลดลง 15.72%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และธนาคารกรุงเทพ กำไรในงวดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 9,497 ล้านบาท ลดลง 19.78%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิงวด6เดือนแรกของปี 69 ที่ 20,491 ล้านบาท ลดลง 16.22%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงได้ได้รับผลกระทบจากรายได้หลักได้แก่รายได้จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จากสินเชื่อที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังสามารถเติบโตได้ดี พร้อมกันนั้น ธนาคารพาณิชย์ยังเพิ่มสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่จะยังมีอยู่ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน จนลุกลามสู่สงครามในภูมิภาคตะวันออก ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบเป็นกว้างต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

**โบรกฯมองกรุงศรีฯตามคาด-KKPแนวโน้มดีต่อเนื่อง**
ด้านบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ มองกำไรสุทธิ 2 ปี 69 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)ที่ 8,294 ล้านบาท (-4%เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน( YoY)นั้น ต่ำกว่าประมาณการของทิสโก้และ Bloomberg Consensus เล็กน้อย 5% และ 4% ตามลำดับ อันเนื่องมาจากการบันทึกค่าเผื่อด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย (NPA Impairment) ซึ่งคาดว่าเป็นรายการครั้งเดียว (One-off) ขณะที่องค์ประกอบอื่นของผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาตามที่เราคาดการณ์ไว้ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

-ประการแรก เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของอินโดนีเซีย กรุงศรีฯได้ยกเลิกการรวมงบการเงินของ Home Credit Indonesia (HCID) และรับรู้การดำเนินงานดังกล่าวด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก HCID มีขนาดธุรกิจไม่ใหญ่ โดยพอร์ตสินเชื่อมีมูลค่าเพียงประมาณ 7.3 พันล้านบาท

-ผลการดำเนินงานโดยรวมเป็นไปตามที่บล.ทิสโก้คาดไว้ ธุรกิจในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Business) ยังคงปรับตัวดีขึ้น โดยสินเชื่อขยายตัว 2.5% QoQ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้น 175bps สู่ 24.65% และสัดส่วน NPL ทรงตัวที่ 11.5% BAY ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในระดับสูงขึ้น โดย Credit Cost เพิ่มขึ้น 272bps สู่ 18.83% ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ทั้งนี้ เรายังคงเชื่อว่าธุรกิจในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเคยเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อผลประกอบการในช่วงปีที่ผ่านมา ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

-การดำเนินงานในประเทศปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน โดยสินเชื่อขยายตัว 2.0% QoQ หลัก ๆ มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (+10.8% QoQ) และสินเชื่อรายย่อย รวมถึง TIDLOR (+2.9% QoQ) ขณะที่สินเชื่อบางกลุ่มยังหดตัว ได้แก่ สินเชื่อที่อยู่อาศัย (-1.1% QoQ) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (-1.0% QoQ)

-NIM ทรงตัวที่ 3.77% ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) โดยรวมทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น โดยสัดส่วน NPL ลดลงมาอยู่ที่ 2.70% จาก 2.96% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ในกลุ่ม SME (8.5% เทียบกับ 9.0% ในไตรมาสก่อน) และสินเชื่อที่อยู่อาศัย (7.5% เทียบกับ 8.0% ในไตรมาสก่อน) ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งทั้งสองกลุ่มเคยเป็นประเด็นที่ตลาดกังวลในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

-การปรับตัวดีขึ้นของคุณภาพสินทรัพย์ช่วยให้ BAY สามารถลด Credit Cost ลงเหลือ 150bps (จาก 165bps ใน 1Q26) โดยตัวเลขดังกล่าวยังรวม Management Overlay บางส่วน ส่งผลให้อัตราส่วน Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 143% จาก 137% ในไตรมาสก่อน

โดยสรุป BAY มีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นตามที่คาด โดยเฉพาะในประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจอย่างคุณภาพสินทรัพย์ในกลุ่ม SME ภายในประเทศ และผลการดำเนินงานของธุรกิจในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ ทิศทางและความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดโอกาสการปรับตัวขึ้นเพิ่มเติมของราคาหุ้น(Upside)ต่อไป

/////////////

Dime!โดดเด่น
ด้านกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP)รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 69 ที่ 2,122 ล้านบาท (+51% YoY, +9% QoQ) สอดคล้องกับประมาณการของเรา แต่สูงกว่าที่ Bloomberg Consensus คาด 19% โดยทุกองค์ประกอบของผลประกอบการออกมาใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ นำโดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจตลาดทุน ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อเริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจตลาดทุน ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 16% QoQ โดยทุกหน่วยธุรกิจมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยเฉพาะ Dime! ซึ่งสร้างรายได้เติบโตอย่างโดดเด่น 62% QoQ สู่ระดับ 542 ล้านบาท และกลายเป็นแหล่งรายได้ค่าธรรมเนียมที่ใหญ่ที่สุดของธนาคาร แซงหน้าธุรกิจกองทุนรวม (411 ล้านบาท), ธุรกิจหลักทรัพย์ (298 ล้านบาท) และธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) (119 ล้านบาท) โดยเพียง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ รายได้สะสมครึ่งปีแรกของ Dime! อยู่ที่ 876 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ตลอดทั้งปีก่อนที่ 802 ล้านบาทแล้ว อย่างไรก็ตาม ณ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาหลักทรัพย์ที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์ม 57% เป็นหุ้นสหรัฐฯ ดังนั้น ทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับธุรกิจดาวรุ่งรายนี้

ด้านธุรกิจสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยการเติบโตของสินเชื่อเร่งตัวขึ้นเป็น 1.6% QoQ นำโดยสินเชื่อธุรกิจ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (+12% QoQ), สินเชื่อ SME (+4.4% QoQ) และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (+1.3% QoQ) ขณะที่ธนาคารยังคงระมัดระวังต่อสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (HP) (-2.4% QoQ) สะท้อนจากอัตรา Penetration Rate ที่ลดลง (2.4% สำหรับ 5M26 เทียบกับ 3.2% สำหรับ 5M25)

ทั้งนี้ KKP ได้ตัดหนี้สูญ (Write-off) ในกลุ่มสินเชื่อ Micro SME บางส่วน คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ยอดสินเชื่อรายย่อยและยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPLs) ลดลง และทำให้อัตราส่วน NPL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 3.59%

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจาก Credit Cost ที่ทรงตัวที่ 110bps และผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลง (283 ล้านบาท เทียบกับ 331 ล้านบาทในไตรมาสก่อน) ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น (Opex) ค่อนข้างทรงตัว QoQ

โดยคงคำแนะนำ HOLD ธุรกิจตลาดทุนที่แข็งแกร่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนผลประกอบการของ KKP และตลาดการเงินยังคงมีความคึกคักต่อเนื่องในช่วงต้น 3Q26 ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าผลการดำเนินงานที่ดีมีแนวโน้มต่อเนื่องอย่างน้อยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นเกือบ 60% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) และน่าจะสะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่งไปมากแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้น Upside ของราคาหุ้นในระดับปัจจุบันจึงน่าจะค่อนข้างจำกัด ทำให้เรายังคงคำแนะนำ HOLD