xs
xsm
sm
md
lg

กรุงไทยกำไรไตรมาสที่ 2 จำนวน 12,125 ล้านบาท-ROE แข็งแกร่งที่ 10.5%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:




ธนาคารกรุงไทย เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากการเติบโตของสินเชื่อ ธุรกิจ Wealth และตลาดเงินตลาดทุน รักษาระดับ ROE ได้อย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.5 โดยมี Coverage Ratio ในระดับสูงถึงร้อยละ 205 จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างสมดุล ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTB)
เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามราคาพลังงานและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม K-shape ขาล่าง

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าผู้ประกอบการ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล ส่งผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปี และร่วมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านโครงการ SME Credit Boost เพื่อเสริมสภาพคล่องและบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามทิศทางของประเทศที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารโลก เห็นสอดคล้องกันว่าจะเป็น S-Curve ใหม่ เพื่อเร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตไปกับแนวโน้ม K-shape ขาขึ้น

โดยผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2569 เทียบกับไตรมาส 2/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้การบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 5.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ
ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ร้อยละ 13.5 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง และการปรับลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับร้อยละ 2.45 ขณะที่ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ผ่านการขับเคลื่อนจาก 3 แกนหลัก คือ Digital, Product Innovation และ Distribution และการขยายตัวของรายได้อื่น จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด

ธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.9 จากร้อยละ 42.3 เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมี NPL Ratio อยู่ที่ร้อยละ 2.92 มี Credit Cost ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 0.95 รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 205 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 24,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 14.7 จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน การรับรู้รายได้บางส่วนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation รวมถึงรายได้จากหนี้สูญรับคืนจาก Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 38.9 ลดลงจากร้อยละ 41.3 พร้อมการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยมี credit cost อยู่ที่ร้อยละ 1.05

ณ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ร้อยละ 18.7 และอัตราส่วนเงินกองทุน (%CAR) ที่ร้อยละ 20.7 ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด