นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account:TISA) ว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสม โดยที่มีการหารือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่นวข้อง เพื่อผลักดันโครงการ TISA ออกมาให้ทันภายในปีงบประมาณ 2569 หรือในช่วงเดือนก.ย.นี้
โดยโครงการ TISA ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการที่สังคมไทยในปัจจุบันเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโครงการที่สร้างวินัยการออมผ่านการลงทุนที่จะเปิดกว้างและมีความอิสระในการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้นกว่ารูปแบบการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเดิมผ่านกองทุน LTF หรือ SSF และผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้เองตามความเหมาะสม พร้อมกับยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับวงเงินลงทุนที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีความเหมาะสม
ดันโครงการ "BOI to IPO" จูงใจ ต่างชาติลงทุน
ขณะเดียวกันหลังจากที่ได้เดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในการร่วมหารือกับทางการจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรีล่าสุด ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากทางการจีน และผู้ประกอบการชั้นนำจากจีนหลายรายที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการปลดล็อกกติกาในกบรลงทุนต่างๆ และผลักดันโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อกให้กระบวนในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติรวดเร็วและเกิดการลงทุนจริงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากตัวเลขการขอ BOI ในไตรมาสแรกที่ผ่านมากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ถือเป็นปัจจัยที่สะท้อนความสนใจ และความเชื่อมั่นในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติ
โดยที่รัฐบาลยังต้องเดินหน้าผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆให้รองรับการลงทุนที่เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานที่จะเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และทำให้เกิดความมั่งคงทางพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าและมาจบกพลังงานสะอาดสูงขึ้น รวมทั้งการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยสามารถเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนให้กับผู้ประกอบการชั้นนำระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้ อย่างเช่นที่เคยทำในอดีตจากการที่พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย
ขณะที่ในด้านช่องทางการระดมทุนถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการที่จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเสริมการต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการ BOI to IPO ซึ่งจะเป็นหนึ่งในช่องทางที่เป็นทางเลือกในการระดมทุนให้กับผู้ประกอบการต่างชาติ ผ่านกระบวนการ Duo listing และเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ตลาดทุนไทยมีบริษัทด้านเทคโนโลยีเป็นทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆได้เพิ่มเติม เพราะในช่วงที่ผ่านมากระแสเทคโนโลยี และ AI มีกระแสที่แรงมาก และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และ AI ในตลาดหุ้นต่างประเทศหลายบริษัทปรับตัวขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่ทำให้ด้านนี้โดยตรง ทำให้เป็นหนึ่งในจุดที่ตลาดหุ้นไทยยังขาด และโครงการ BOI to IPO จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาเสริมในส่วนที่ตลาดหุ้นไทยยังขาดได้เพิ่มเติม
ล่าสุดจากการที่ได้ไปประเทศจีนกับนายกรัฐมนตรี และมีการพูดคุยกับผู้ประกอบการชั้นนำจากจีนหลายราย ก็มีผู้ประกอบการชั้นนำจากจีน 2 รายที่สนใจเข้ามาร่วมโครงการ BOI to IPO ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งข้อมูลผ่านแสง 1 ราย และผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจรถยนต์สมัยใหม่ 1 ราย
*ถก ตลท.ปราบสวมชื่อบอร์ด บจ.-ล้างบัญชีม้าหุ้น
นอกจากนี้ กรณีมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายราย เกี่ยวกับการที่มีการเปิดบัญชีหลักทรัพย์ และการที่มีชื่อปรากฎเป็นกรรมการในบริษัทต่างๆ ทั้งบริษัทจดทะเบียน และบริษัทจำกัด ทางกระทรวงการคลังมองว่า กรณีดังกล่าวอาจจะเป็นการถูกหลอกให้เปิดบัญชีหลักทรัพย์ในบางราย และบางรายอาจจะถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท ด้วยการถูกหลอกหรือรู้ไม่เท่าทัน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเร่งหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการตรวจสอบทั้งการถูกหลอกเปิดบัญชีหลักทรัพย์ และการถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท เพื่อป้องกันและร่วมกันปราบปรามทุนเทาและมิจฉาชีพ และปกป้องสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับสิทธิเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างแท้จริง