xs
xsm
sm
md
lg

ตลท. ผนึกทุกภาคส่วนยกระดับ Supply Chain ไทย ชูความยั่งยืน-ESG

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตลท.เดินหน้ายกระดับศักยภาพห่วงโซ่อุปทานไทย ผ่านเวที SET Sustainability Forum 2026 ครั้งที่ 2 ชู Supply Chain เป็น "ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์" ของภาคธุรกิจในยุคเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมผลักดันระบบนิเวศด้านความยั่งยืน เครื่องมือบริหารข้อมูลคาร์บอน และความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลท. จัดงาน SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ "พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain" เพื่อระดมมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารตลาดทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย แต่ประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิในระดับที่โดดเด่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดทุนไทย

ปัจจุบันบทบาทของ Supply Chain ได้เปลี่ยนไปจากการมุ่งจัดหาสินค้าด้วยต้นทุนต่ำหรือส่งมอบได้รวดเร็วที่สุด สู่การเป็น "ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์" (Competitive Advantage) ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร บริษัทที่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และบริหารความเสี่ยงได้ดี จะสามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าคู่แข่งในระยะยาว

ทั้งนี้ ตลท. ได้รับผลกระทบจากความเปราะบางของ Supply Chain เช่นกัน โดยเฉพาะการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสำหรับระบบซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์ ซึ่งพบว่าต้นทุนการจัดซื้อฮาร์ดแวร์เพื่อบำรุงรักษาระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับงบประมาณหรือราคาในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงและพร้อมรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ในด้านการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้ (Capacity Building) และการพัฒนาเครื่องมือด้านความยั่งยืน อาทิ SETCarbon เพื่อช่วยบริหารจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและข้อมูลคาร์บอนให้เป็นมาตรฐาน รองรับข้อกำหนดใหม่ของตลาดโลก รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities" หรือเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

นายอัสสเดช กล่าวถึง แนวคิด "พี่ช่วยน้อง" โดยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เข้าไปยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการคาร์บอน ซึ่งหากคู่ค้าใน Supply Chain ไม่สามารถจัดทำข้อมูลได้ครบถ้วน จะส่งผลกระทบต่อการรายงานของบริษัทขนาดใหญ่ เพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และอาจลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทในตลาดโลก
สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ภาครัฐจะมีบทบาทสนับสนุนผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับศักยภาพภาคธุรกิจ ขณะที่ตลท.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบนิเวศด้านคาร์บอน การเชื่อมโยงข้อมูล และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีมาตรฐานและนำไปใช้บริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ตลาดทุน และสถาบันการเงิน จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง Supply Chain ของไทยให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ และการเชื่อมโยงเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย