xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. ลุยยกเครื่องเกณฑ์ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ปิดช่องโหว่ฟอกเงิน-ทุนก่อการร้าย สกัดความเสี่ยงลามตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สำนักงาน ก.ล.ต. เดินหน้าปรับเกณฑ์คุณสมบัติผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งสำคัญ โดยขยายขอบเขตการตรวจสอบความเสี่ยงให้ครอบคลุมความผิดด้านฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการพิจารณาให้เป็นหนึ่งเดียวทุกภาคธุรกิจ สะท้อนทิศทางกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางยุคที่ความเสี่ยงทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งอีกต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ว่าด้วย "ลักษณะต้องห้ามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่" ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลในภาคการเงินไทย หลังภูมิทัศน์ความเสี่ยงของตลาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกมากกว่าที่เคย

สาระสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมาย หากแต่สะท้อนแนวคิดใหม่ของการกำกับดูแลที่มุ่งปิดช่องว่างด้านความเสี่ยงตั้งแต่ระดับ "เจ้าของธุรกิจ" เพราะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะผู้ลงทุน แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และอาจมีอิทธิพลต่อการบริหารกิจการของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการปรับปรุงลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบธุรกิจในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยผลตอบรับจากผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่เสนอ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลจัดทำร่างประกาศที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ฉบับ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นในรายละเอียดอีกครั้ง ก่อนนำไปสู่การประกาศใช้เป็นกฎหมายลำดับรองในลำดับถัดไป

ประเด็นสำคัญที่สุดของร่างประกาศฉบับนี้ คือ การกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภท ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของกฎเกณฑ์และอุดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นทางผ่านของความเสี่ยงระหว่างธุรกิจการเงินแต่ละประเภท

น่าสังเกตว่า ก.ล.ต. ได้ขยายขอบเขตการพิจารณาประวัติความผิดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ครอบคลุมความผิดฐานฟอกเงิน ตลอดจนความผิดเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับแนวโน้มการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือของอาชญากรรมข้ามชาติ

อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ยังขยายกรอบการพิจารณา "ความผิดสำคัญ" ให้ครอบคลุมกฎหมายทุกฉบับที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน แทนการจำกัดอยู่เฉพาะกฎหมายบางประเภทเหมือนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนมุมมองใหม่ที่ยอมรับว่าความเสี่ยงของธุรกิจการเงินในปัจจุบันไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่สามารถส่งผลกระทบข้ามภาคธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Cross-sector Risk ได้อย่างรวดเร็ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากบุคคลหนึ่งมีพฤติการณ์ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในธุรกิจหนึ่ง ก็อาจสะท้อนถึงความเสี่ยงในการเข้าไปถือครองอำนาจในธุรกิจการเงินประเภทอื่นเช่นเดียวกัน การใช้หลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจึงช่วยลดโอกาสเกิด Regulatory Arbitrage หรือการเลือกใช้ช่องว่างของกฎหมายระหว่างหน่วยธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแล

ขณะเดียวกัน ร่างประกาศยังกำหนดหลักเกณฑ์การประเมิน "ความร้ายแรงของพฤติกรรม" ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกประเภทธุรกิจ เพื่อให้การใช้ดุลยพินิจของภาครัฐมีความชัดเจน โปร่งใส และลดความแตกต่างในการตีความระหว่างธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

การกำหนดมาตรฐานเดียวกันในส่วนนี้มีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน เนื่องจากช่วยสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย และลดข้อครหาว่าผู้ประกอบธุรกิจแต่ละประเภทได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน แม้อยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับเดียวกัน

อีกประการหนึ่ง ก.ล.ต. ยังได้กำหนดบทเฉพาะกาลเป็นระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีเวลาปรับโครงสร้าง เตรียมเอกสาร และดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ก่อนเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

แม้มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มภาระด้านการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวถือเป็นการลงทุนด้านความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ได้เกิดจากผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้มีอำนาจควบคุมกิจการด้วย

สำหรับภาคธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากอุตสาหกรรมคริปโตทั่วโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นการฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และการเคลื่อนย้ายเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้หน่วยงานกำกับในหลายประเทศต่างยกระดับการตรวจสอบผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจควบคุมกิจการอย่างต่อเนื่อง

เมื่อประเทศไทยเลือกขยายขอบเขตการพิจารณาไปถึงความผิดที่เกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย จึงสะท้อนให้เห็นว่าการกำกับดูแลกำลังก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่บุคคลซึ่งมีประวัติปัญหาจากต่างประเทศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินของไทย

สิ่งที่น่าจับตาคือ แนวทางดังกล่าวยังสอดรับกับกระแสการกำกับดูแลระดับโลก ซึ่งหน่วยงานกำกับหลายประเทศกำลังขยายขอบเขตการตรวจสอบจากการกำกับเฉพาะตัวนิติบุคคล ไปสู่การตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริง หรือ Ultimate Beneficial Owner มากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อนเป็นเครื่องมือซ่อนตัวของผู้มีความเสี่ยง

กล่าวโดยสรุป การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้อาจดูเป็นเพียงการปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ในเชิงนโยบายกลับสะท้อนทิศทางการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ก.ล.ต. กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยจะไม่ได้วัดจากผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเริ่มตั้งแต่ "คนที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจ" เพราะเมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีมาตรฐานสูงขึ้น ย่อมช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับภาพลักษณ์ของตลาดทุนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระยะยาว

ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และระบบกลางทางกฎหมาย หรือส่งความคิดเห็นผ่านอีเมลที่ ก.ล.ต. กำหนดสำหรับแต่ละประเภทธุรกิจ ก่อนที่หลักเกณฑ์ฉบับใหม่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป.