WHAUP เร่งรัฐออกหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง(Direct PPA)ของกลุ่มData Center และอุตสาหกรรมอื่น แย้มบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ากลุ่มData Center ทั้งในและนอกนิคมฯ คาดครึ่งปีหลังนี้ปิดดีลขายน้ำเพิ่มอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ชี้โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว หัวใจสำคัญดึงดูด FDI ย้ำประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ หากไม่มีการต่อยอด “Data Center”
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนโลกครั้งใหญ่ มีการย้ายฐานทุนมายังประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายสำคัญ จากความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยนักลงทุนให้ความสำคัญมากสุดคือความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาด เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านความยั่งยืนและข้อกำหนดระดับโลก อาทิ CBAM และ RE100
ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนตรงจากต่างชาติ(FDI) เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ส่งผลให้เกิดความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและพลังงานที่มั่นคงโดยเฉพาะพลังงานสะอาด
ดังนั้น WHAUP เร่งผลักดันร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ คือ นโยบาย Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง รวมทั้งการเปิดการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม( Third Party Access :TPA) ล่าสุดที่ประชุม กพช.ได้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าDirect PPA ผ่านการขอใช้TPA ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่นๆที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเราก็คาดหวังว่าภาครัฐเร่งสรุปหลักเกณฑ์นำร่อง Direct PPA สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเร็ว รวมถึงและการขยายให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ยานยนต์ และเหล็ก ที่มีความต้องการพลังงานสะอาดเช่นกัน เพื่อไม่ให้เสียโอกาส เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเวียดนาม มีการเปิดDirect PPA เมื่อปี2568
นายอัครินทร์ กล่าวต่อไปว่า การเข้ามาลงทุนกลุ่มData Center ส่งผลดีต่อกลุ่มWHA มีการขายที่ดินนิคมฯได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งการขายไฟฟ้าและน้ำมากขึ้น โดยWHAUP มีการเจรจากับกลุ่มData Center หลายรายทั้งที่ตั้งอยู่ในนิคมฯและนอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่ม Data Center เหล่านี้ สนใจซื้อไฟฟ้า Direct PPA แต่รอการประกาศหลักเกณฑ์จากภาครัฐก่อน
“เมื่อปีที่แล้ว บริษัทได้เซ็นสัญญาขายน้ำให้ลูกค้า Data Centerรวม 30ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ปีและขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่มลูกค้า Data Centerขนาดใหญ่อีก เพื่อขายน้ำอีก 17-29ล้านลบ.ม./ปี รวมแล้ว 60ล้านลบ.ม. คิดเป็น 50%ของปริมาณน้ำที่WHAUPปกติขายอยู่120ล้านลบ.ม./ปี บ่งชี้ว่า Data Centerใช้น้ำมหาศาล ”
ซึ่งปริมาณความต้องการใช้น้ำที่สูงมากนี้ทำให้บริษัทฯ ต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนที่มีเสถียรภาพสูง โดยปัจจุบัน WHAUP มีแหล่งน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Water Reserves) จาก 7 อ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ดอกกราย และประแสร์ มีความจุรวมมากกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมแนวคิด “Water-Positive Growth” คืนน้ำสู่ธรรมชาติให้มากกว่าปริมาณที่ดึงมาใช้ ผ่านระบบการบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม (Wastewater Treatment) และระบบผลิตน้ำหมุนเวียนคุณภาพสูง (Water Reclamation Solutions) เพื่อผลิตน้ำ Demineralized Water และ Premium Clarified Water โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำจากธรรมชาติลง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573
นายอัครินทร์ กล่าวว่าความกังวลของการแห่เข้ามาลงทุนData Center ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าและน้ำเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซึ่งตนเห็นว่า การเข้ามาลงทุนโครงการData Center หากเราไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ ประเทศไทยก็จะไม่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าData Center ต่อยอดทำให้เกิดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เช่น ชิป (Chip) เซมิคอนดักเตอร์ Startup AI , FinTech การพัฒนาที่ไปไกลกว่า5G รวมทั้งการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในประเทศไทย
ส่วนผลประกอบการWHAUPในปี2569 บริษัทคงเป้าหมายยอดขายและบริหารจัดการน้ำรวมที่ 170 ล้านลบ.ม. จากไตรมาส 1/2569 ทำได้แล้ว 43 ล้านลบ.ม. ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าตั้งเป้ายอดเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สะสมไว้ที่ 1,124 เมกะวัตต์ จากไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,058 เมกะวัตต์ โดยบริษัทเร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center
5ปีอัดงบลงทุน 2.9หมื่นล.
นายประพนธ์ ชินอุดมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน WHAUP กล่าวว่าบริษัทตั้งงบลงทุนในปี 2569 ไว้ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็น งบลงทุนสำหรับธุรกิจไฟฟ้า 57% และสาธารณูปโภคน้ำ 43% ซึ่งหลักๆ 80% จะเป็นโครงการในประเทศไทย ขณะที่แผนลงทุนระยะ 5 ปี (ปี 2569 - 2573) บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 29,000ล้านบาท เพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่ในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า แบ่งเป็นแผนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ บริษัทมุ่งขยายกำลังผลิตโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่ม Solar Private PPA ตั้งเป้าหมายคว้าสัญญาใหม่เพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ในปี 2569 (โดยในไตรมาส 1/2569 เซ็นสัญญาใหม่ไปแล้ว 32 เมกะวัตต์) พร้อมเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบสัญญารับซื้อไฟฟ้า (FiT) ขนาด 136 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ระหว่างปี 2570 – 2573
ส่วนแผนพลังงานในต่างประเทศ บริษัทเน้นขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 29 เมกะวัตต์ในปี 2569 และเดินหน้ามองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ (M&A) ทั้งโครงการลม โซลาร์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ภายใต้โควตาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP8 ของเวียดนาม รวมถึงการสำรวจตลาดในประเทศที่ 3 โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ ที่นโยบายรัฐมีการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน
สำหรับฐานะการเงินของบริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 1.0 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมทางการเงิน (Financial Covenant) ที่ระบุไว้ไม่เกิน 2.5 เท่าอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการระดมทุน (Headroom) เพื่อรองรับโครงการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต