จับตาความผันผวนครั้งใหญ่ของราคาทองคำในเดือนกรกฎาคม หลังพุ่งขึ้น 750 บาท ต้องเผชิญแรงเทขายทำกำไรและปัจจัยกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยเฟดที่ร้อนแรง สะท้อนความไม่แน่นอนสูงระหว่าง "แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย" จากวิกฤตขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ กับ "แรงขาย" ตามบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้เป้าให้จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นเข็มทิศหลัก และเตือนนักลงทุนอย่าไล่ราคา แต่ให้เน้นการ "ย่อซื้อ"
เดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดทองคำมีความเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นและเต็มไปด้วยความผันผวน โดยภาพรวมราคาทองคำไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 750 บาท เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้ระหว่างเดือนจะเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักหน่วงก็ตามลำดับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ราคาทองคำโลกและในประเทศตกอยู่ภายใต้ภาวะการซื้อขายที่ผันผวนสูง
โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่สองของเดือน (13-18 กรกฎาคม) พบว่าราคาทองคำไทยมีการปรับตัวขึ้นลงรวมกันสูงถึง 91 ครั้งในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้ราคาปิดสัปดาห์ปรับตัวลดลงรวมถึง 950 บาท ก่อนที่จะมีแรงดีดกลับในช่วงปลายสัปดาห์ (วันที่ 18 ก.ค.) ซึ่งช่วยพยุงราคาภาพรวมไม่ให้ปรับตัวลงลึกเกินไป
สำหรับปัจจัยกดดัน ประกอบด้วย *** นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยนักลงทุนต่างจับตาดูการประชุมของเฟด โดยตลาดให้น้ำหนักกับโอกาสที่เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำโดยตรง**
ประเด็นถัดมา คือ ***สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็น "ตัวแปรสำคัญ" ที่หนุนให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูง แม้จะมีการเจรจาสันติภาพชั่วคราว แต่เหตุการณ์โจมตีเรือขนส่งน้ำมันเป็นระยะยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ **
นั่นทำให้การเคลื่อนไหวในเดือนนี้สะท้อนให้เห็นว่าทองคำไม่ได้เคลื่อนที่ตามทิศทางเดียว แต่ถูกดึงรั้งระหว่าง "แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย" จากความกังวลในกลุ่มเทคโนโลยีและวิกฤตขนส่ง กับ "แรงขายทำกำไร" จากความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้น
ส่วนกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในภาวะเช่นนี้คือการไม่ไล่ราคาในช่วงที่ผันผวนแรง แต่ควรเน้นการ "ย่อซื้อ" เมื่อราคาลงมาทดสอบแนวรับสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาด โดยในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขการจ้างงานและรายงานการประชุม FOMC จะเป็นเข็มทิศสำคัญที่สุดสำหรับทิศทางราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้
ทองคำอยู่ในสภาวะ“สุญญากาศ”
ทั้งนี้ มุมมองจาก Goldman Sachs และ J.P. Morgan สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงมองว่า "โครงสร้างพื้นฐาน" ของทองคำในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง แม้ราคาในระยะสั้นจะถูกกดดันจากการปรับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ตาม โดยมีการปรับลดเป้าหมายราคาสิ้นปี 2569 ลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนสภาวะตลาดปัจจุบันที่ขาดแรงหนุนจากการเข้าถือครองของกองทุน ETF แต่ยังคงยืนยันว่าทองคำมีมูลค่าที่แท้จริง (Fair Value) สูงกว่าระดับราคาในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางดอกเบี้ยของเฟด เพราะหากเฟด ดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงตามคาดการณ์ จะเป็นปัจจัยกดดันที่อาจทำให้ราคาปรับตัวลงต่อได้ อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของความเสี่ยง สถาบันเหล่านี้ยังคงให้มุมมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการซื้อทองคำเข้าสู่ทุนสำรองของธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ที่ยังคงเป็นแรงพยุงราคาที่สำคัญ
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์เตือนว่าทองคำกำลังตกอยู่ในสภาวะ "สุญญากาศทางเทคนิค" เนื่องจากราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยที่สำคัญ ทำให้ขาดแรงส่งที่ชัดเจนในระยะสั้น การที่ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าจุดสูงสุดของปีค่อนข้างมากสะท้อนถึงการพักฐานหลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุดในช่วงต้นปี โดยรวมแล้วสถาบันยังคงเน้นกลยุทธ์การจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลักก่อนตัดสินใจปรับคำแนะนำการลงทุน
ขณะที่ มุมมองจากนักวิเคราะห์อิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ตลาด นักวิเคราะห์กลุ่มนี้เน้นย้ำถึงความขัดแย้งเชิงกลยุทธ์ระหว่าง "ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์" กับ "นโยบายการเงินสหรัฐฯ" โดยมองว่าสถานการณ์ความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นนั้น ควรจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงราคาทองกลับถูกกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ที่ปรับขึ้น ทำให้ทองคำเสียสมดุลในฐานะที่หลบภัยชั่วคราว
โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระดับราคา $4,000 ต่อออนซ์ คือ "แนวรับเชิงจิตวิทยา" ที่สำคัญมาก หากไม่สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ต่อเนื่อง จะมีแรงขายทางเทคนิคกดดันให้ราคาทดสอบแนวรับถัดไปที่ $3,900-$3,800 ซึ่งนักวิเคราะห์กลุ่มนี้มักจะแนะนำให้รอดูสัญญาณการกลับตัวก่อนเข้าซื้อ หรือมองว่าราคาที่ปรับลดลงมาคือโอกาสในการสะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว
สำหรับในเชิงเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญหลายรายระบุว่าราคาทองคำกำลังฟอร์มตัวเป็นรูปแบบที่อาจเกิดการ "รีบาวด์" (Rebound) ในระยะสั้นจากการที่ราคาทำรูปแบบ Inverted Hammer ใกล้แนวรับสำคัญ แต่ยังคงเตือนว่านั่นเป็นเพียงการปรับฐานในทิศทางขาลงใหญ่ ดังนั้น การเทรดในช่วงนี้ต้องเน้นความรวดเร็วและกำหนดจุด Stop Loss อย่างเคร่งครัด
ส่วนมุมมองจากผู้ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค (Macro Analysts) กลุ่มนี้จับตาไปที่ "ดัชนีราคาผู้บริโภค" (CPI) และรายงานการประชุม FOMC ที่กำลังจะมาถึงเป็นสำคัญ โดยมองว่าสถานการณ์เงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงเท่าที่ควรจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเฟด ในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคมนี้ หากข้อมูลออกมาสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงจน เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในทันที
ส่วนปัจจัยด้านอุปทานและการไหลเวียนของทองคำในตลาดโลก (เช่น ข้อมูลจาก World Gold Council) ถูกนำมาวิเคราะห์ประกอบ โดยชี้ว่าแม้จะมีแรงเทขายจากฝั่งนักลงทุนสถาบันบางกลุ่ม แต่ความต้องการทองคำจริงในตลาด OTC และโรงกลั่นทองคำยังคงมีอยู่จริง ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้ราคาดิ่งลงจนหลุดกรอบเป้าหมายพื้นฐานที่วางไว้ในช่วงต้นปี
นั่นทำให้มุมมองจากกลุ่มนี้คือการเตือนนักลงทุนว่า "อย่าพึ่งพาแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง" โดยเฉพาะการเชื่อมั่นในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว เพราะตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ตอบสนองกับข้อมูลดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รุนแรงกว่าปัจจัยสงคราม นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจรายสัปดาห์อย่างใกล้ชิดก่อนมีการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่
ปรับลดเพื่อสร้างสมดุล
ด้านธนาคารชั้นนำจากฝรั่งเศสอย่าง BNP Paribas ได้แสดงมุมมองผ่านบทวิเคราะห์ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยยังคงยืนยันถึงความแข็งแกร่งของทองคำในระยะยาว แม้จะมีแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงในระยะสั้น แต่ทางธนาคารก็ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุด (Peak) ไว้ที่ $6,250 ต่อออนซ์
มุมมองนี้สะท้อนว่า นักวิเคราะห์ของ BNP มองว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็น "สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง" ที่สำคัญในพอร์ตการลงทุน ซึ่งปัจจัยพื้นฐานในระดับมหภาคยังคงทำหน้าที่เป็นตัวพยุงราคาให้สามารถเติบโตต่อไปได้ในครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้
ขณะที่ในขณะที่ฝั่งสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารอย่าง UBS ได้เผยแพร่ข้อมูลในรายงานสรุปภาพรวมตลาดทองคำประจำเดือนกรกฎาคม 2569 โดยอ้างอิงถึงการปรับลดเป้าหมายราคาจาก $5,900 ลงมาเหลือ $5,500 ต่อออนซ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เผชิญกับปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ดี การปรับลดเป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่การมองลบ แต่เป็นการปรับเพื่อให้สมดุลกับความผันผวนของตลาด และที่สำคัญคือราคานี้ยังคงอยู่เหนือระดับราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นนัยสำคัญว่า UBS ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของทองคำว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกในอนาคต หากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนและเอื้ออำนวย
ทั้งนี้ การวิเคราะห์จากสถาบันยุโรปชี้ให้เห็นว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ "ต้องมี" สำหรับนักลงทุน แม้ตัวเลขเป้าหมายจะมีการปรับตัวตามสภาวะตลาด แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นการเติบโตในระยะกลางถึงยาว บอลควรพิจารณาความผันผวนที่เกิดขึ้นเป็นจังหวะในการปรับสมดุลพอร์ตมากกว่าการตื่นตระหนกตามราคาตลาดในระยะสั้น
“จีน”ตัวแปรสำคัญที่ช่วยค้ำยันราคา
มุมมองจาก World Gold Council (สำนักงานภูมิภาคเอเชีย - จีน) ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีความผันผวนสูงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 แต่ความต้องการทองคำในจีนยังคงมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนผ่านกองทุน ETF แม้ว่าเดือนมิถุนายนจะมีกระแสเงินไหลออกบ้าง แต่ภาพรวมครึ่งปีแรกยังคงเป็นช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับสองเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนของภาคธนาคารกลาง นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าธนาคารประชาชนจีน (PBoC) ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าสู่ทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองเซนทิเมนต์ของตลาดไว้ได้ แม้ว่าราคาทองคำโลกจะเผชิญกับแรงเทขายจากฝั่งตะวันตก แต่อุปสงค์ที่แท้จริง (Physical Demand) จากจีนยังคงเป็นฐานรองรับสำคัญที่ป้องกันไม่ให้ราคาทองคำทรุดตัวลงรุนแรงเกินไป
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่าอุปสงค์ด้านเครื่องประดับในจีนอาจจะยังคงทรงตัวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว แต่แรงสนับสนุนหลักจะมาจากการปรับตัวของราคาทองคำที่เริ่มสร้างฐานได้มั่นคงขึ้น ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ให้กลับเข้ามาสะสมทองคำอีกครั้ง
ส่วนมุมมองจาก OANDA (ทีมวิเคราะห์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก)ทีมวิเคราะห์ของ OANDA ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมองว่า ราคาทองคำในเดือนกรกฎาคม 2569 กำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะ "ตลาดหมี" (Bear Market) ที่เข้มข้นขึ้น โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการเข้มงวดของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ทำให้นักลงทุนในเอเชียต้องปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้รวดเร็วและระมัดระวังมากขึ้นในเชิงเทคนิค
โดยทีมวิเคราะห์ระบุว่าราคาทองคำได้หลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ทำให้โมเมนตัมในระยะสั้นมีความอ่อนแอ โดยคาดการณ์ว่าหากราคาไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง อาจมีแนวโน้มทดสอบแนวรับถัดไปที่ระดับ 3,700 ถึง 3,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนที่คาดว่าจะเกิดแรงซื้อกลับจากนักลงทุนระยะยาวและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ทีมวิเคราะห์ยังมองเห็น "ความยืดหยุ่นในระยะยาว" (Long-term Resilience) จากปัจจัยด้านอุปทานที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นการปรับฐานที่รุนแรงในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมทองคำในราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง (Fair Value) มากขึ้น มากกว่าจะเป็นการล่มสลายของราคาทองคำ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ทั้งสองฝั่งในเอเชียต่างเห็นพ้องว่า แม้ในระยะสั้นปัจจัยด้านนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะเป็นแรงกดดันหลัก แต่ "อุปสงค์ที่แท้จริง" จากฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะจากประเทศจีน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยค้ำยันราคาและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทองคำในช่วงที่เหลือของปี 2569
จากข้อมูลข้างต้น ท่ามกลางความผันผวนที่รุมเร้าตลอดเดือนกรกฎาคม โดยรวมแล้วตลาดทองคำโลกยังคงเผชิญกับ "แรงดึงระหว่างขั้ว" อย่างรุนแรง ทั้งปัจจัยกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยของเฟดที่บีบให้ตลาดต้องปรับฐาน และปัจจัยหนุนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คอยประคองราคาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งฝั่งตะวันตกและเอเชียต่างสอดคล้องกันว่า แม้ในระยะสั้นราคาทองคำจะตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางเทคนิค แต่ "อุปสงค์ที่แท้จริง" (Physical Demand) โดยเฉพาะการเดินหน้าสะสมทองคำของธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่และจีน ยังคงเป็นปราการสำคัญที่ช่วยรองรับราคาไม่ให้ดิ่งลึกเกินไป สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการไม่ไล่ราคา แต่ให้มองจังหวะการย่อตัวเพื่อเข้าสะสมตามแนวรับ พร้อมกับเกาะติดตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ รายสัปดาห์อย่างใกล้ชิด เพราะนั่นคือ "เข็มทิศจริง" ที่จะกำหนดทิศทางของตลาดทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อย่างแท้จริง