นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.40-34.00 บาท/ดอลลาร์ และกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์ จากระดับเปิดเช้านี้(20ก.ค.69)ที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงตลาดกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ พร้อมทยอยปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอีกครั้ง
สำหรับแนวโน้มเงินบาท เรามองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน โดยเฉพาะแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แนวต้านถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง หรือ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED (ตามที่เราประเมินไว้) ถึงจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า ความเสี่ยง Two-Way risk ยังมีอยู่และพร้อมกลับมากดดันเงินดอลลาร์ได้