“พิพัฒน์” เตรียมลงพื้นที่ "มักกะสัน-ลำรางสาธารณะ" เช็กปัญหาส่งมอบไฮสปีด 3 สนามบิน ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอ "นายกฯ" เผยวันนี้โครงการยังมีอยู่ เลิกไม่เลิกอยู่ที่บอร์ด EEC หากล้มจริง “คมนาคม” พร้อมพัฒนารถไฟทางคู่เชื่อมอู่ตะเภา ย้ำกรณีอ้างเหตุไม่ได้รับบีโอไอ ต้องดูว่าที่ไม่ได้นั้นเป็นความผิดของรัฐหรือเอกชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท จะเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไร ตอนนี้คงต้องรอความชัดเจนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ส่วนตนเองยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะในฐานะรมว.คมนาคม ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือว่าเป็นคนละส่วนในเรื่องโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินว่าจะเดินหน้าหรือไม่
จากนี้ตนจะลงพื้นที่ทั้งบริเวณมักกะสัน และพื้นที่จุดลำรางสาธารณะ ตลอดจนแนวเส้นทางโครงการ เพื่อสำรวจว่ามีสิ่งใด จุดใด ที่เป็นปัญหาอุปสรรค อะไรบ้าง และเป็นผลทำให้ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนแค่ไหน เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดรายงานต่อนายกรัฐมนตรีให้รับทราบข้อเท็จจริงก่อน โดยอยู่ระหว่างกำหนดเวลากับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท.ว่าจะลงพื้นที่ได้เมื่อไร
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยังมีอยู่ การดำเนินการยังต้องเป็นไปตามแผนงานและสัญญา แต่หากสุดท้ายโครงการต้องมีอันยุติไป กระทรวงคมนาคม โดย รฟท.จึงค่อยพิจารณาเรื่องการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ที่จะนำมาเชื่อมพื้นที่ EEC ซึ่งปัจจุบันมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้โดยพัฒนาปรับปรุงและยกระดับเป็นรถไฟทางคู่ให้ครบเส้นทางและนำระบบรถที่ใช้ไฟฟ้ามาให้บริการด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เชื่อมการเดินทางสู่สนามบินอู่ตะเภา
“ถึงอย่างไรก็ต้องมีระบบขนส่งมวลชนสนับสนุนในการเดินทางไปยังพื้นที่ EEC ซึ่งปัจจุบันโครงการอู่ตะเภาเมืองการบินได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเอกชนผู้รับสัมปทานดังกล่าว เมื่อได้รับอนุมัติเรื่องสิทธิการลงทุนต่างๆ ตามระเบียบของ EEC เขาก็เริ่มดำเนินโครงการทันที ก็ต้องจัดทำระบบขนส่งมวลชนเชื่อมให้เขา ซึ่งกรมการขนส่งทางรางได้รายงานถึงโครงการที่จะมีการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปที่ EEC ทั้งรถไฟทางคู่สายตะวันออก และรถไฟสายสีแดง Missing Link ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (ซี.พี.) มีหนังสือถึง รฟท.เพื่อใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญานั้น เป็นการขอเลิกสัญญาหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องหนังสือตนไม่ทราบ แต่เรื่องเลิกสัญญาคงไม่ได้ เพราะจากที่นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อก็ถือว่าชัดเจน ส่วนเรื่องส่งมอบพื้นที่ ก็ต้องดูว่าโครงการอื่นที่เป็นคู่สัญญารัฐมีเรื่องการส่งมอบพื้นที่ยังไม่ครบ แต่เมื่อสัญญาเดินหน้าแล้วคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามสัญญาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อสัญญาได้เริ่มต้นแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินการตามนั้นแล้วมาขอเลิกก็ต้องดูตามข้อกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่านายกฯ พูดชัด วันนี้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานบอร์ด EEC แล้ว เชื่อได้ว่าจะมีหลักการในการดำเนินงานโครงการนี้ตามหลักเกณฑ์และระเบียบ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของตนเอง เมื่อยังเป็นประธานบอร์ด EEC ได้พูดชัดเจนแล้วว่ากรณีแก้สัญญาไม่สามารถทำได้ ส่วนกรณีที่เอกชนระบุขอสิ้นสุดสัญญาโดยอ้างเหตุเรื่องการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไม่ได้นั้น ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการตรงนั้นได้ดำเนินการอย่างไร มีข้อติดขัดตรงไหนและกรณีมีการสละสิทธิ์ รับส่งเสริมการลงทุนตรงนั้นเป็นเรื่องของทางเอกชนหรือไม่ เป็นความผิดของรัฐ เพราะเอกชนเป็นฝ่ายสละสิทธิ์เองใช่หรือไม่ กรณีบอกว่าการสละสิทธิ์ตรงนั้นไปแล้วจะเป็นความผิดของรัฐใช่หรือไม่ ส่วนกรณีที่บอกว่าจะมีการแก้สัญญาให้ก็ต้องถามว่าผู้ที่ไปตกลงเป็นใคร ซึ่งต้องดูระเบียบและข้อกฎหมายในรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้เห็นด้วยเรื่องการแก้สัญญา
@ย้อนปมสละสิทธิ์ "บีโอไอ" ขอขยาย 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายสิ้นสุด 23 พ.ค. 67
ทั้งนี้ ตามสัญญาก่อนที่จะออก NTP ได้กำหนดให้ เอเชีย เอรา วัน ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบีโอไอเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยมีเงื่อนไขว่าเอเชีย เอรา วัน จะต้องยื่นเอกสารเพื่อขอออกบัตรส่งเสริมก่อนจะหมดอายุ (22 มกราคม 2567) ซึ่งบริษัทฯ ได้ทำเรื่องขอขยายเวลาแล้วจนครบ 3 ครั้ง (สิ้นสุด 23 พฤษภาคม 2567) ไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่ม ซี.พี.) ทำหนังสือถึง รฟท.เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญานั้น ยังมีกระบวนการพิจารณาก่อนเสนอบอร์ด EEC คือ รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมาก่อน และในวันที่ 21 ก.ค.นี้คณะกรรมการกำกับสัญญา ซึ่งมีผู้แทน รฟท. อัยการสูงสุด ร่วมอยู่ด้วย จะมีการประชุม จากนั้นจึงจะรวบรวมรายละเอียดเพื่อนำเสนอบอร์ด EEC ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้
นอกจากพิจารณาประเด็นเรื่องการเลิกสัญญาแล้ว ยังจะต้องพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายที่แต่ละฝ่ายได้ลงทุนไปแล้ว รวมถึงข้อพิพาทหลังการเลิกสัญญาที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย ที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายส่วน รฟท.ได้แก่ ใช้งบประมาณจ่ายค่าเวนคืนที่ดินจำนวน 5,521 ไร่ วงเงิน 5,740 ล้านบาท ดำเนินการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค วงเงิน 4,103 ล้านบาท ส่วนเอกชนมีการลงทุนส่วนของเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 โดยชำระเงิน 1,067.10 ล้านบาท หรือ 10% ของค่าสิทธิ์แอร์พอร์ตเรลลิงก์ทั้งหมด 10,671 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนค่าดำเนินการ มีส่วนที่เอกชนรับภาระการขาดทุนเฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท ถึงปัจจุบันเป็นเงินกว่า 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่เอกชนเตรียมพื้นที่ และ Service Road สำหรับการก่อสร้างงานโยธา วงเงินรวม 3,603.728 ล้านบาท (ทาง ซี.พี.ทำสัญญาว่าจ้าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) เป็นผู้ดำเนินการเมื่อปี 2564)
อย่างไรก็ตาม วันลงนามสัญญาวันที่ 26 ต.ค. 2562 ทางเอกชนได้วางหลักประกันสัญญา มูลค่า 2,000 ล้านบาทไว้ ซึ่งกรณีมีการเลิกสัญญา ในส่วนหลักประกันดังกล่าวจะนำมาพิจารณาเรื่องค่าเสียหายในส่วนของรัฐได้ส่วนหนึ่ง