กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังจังหวัดชลบุรี สำนักงานตรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ อ.บางละมุง ตรวจค้นนิติบุคคล 33 บริษัท พบพฤติกรรมนอมินีเพียบ ทั้งซื้อบ้านนำขายต่อ ปล่อยเช่า ถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแปลง แบบไม่ถูกกฎหมาย ลุยตรวจสอบเอาผิดทุกทาง ใช้ทุกกฎหมายที่มีอยู่
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ ม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี ร่วมลงพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กับคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายจังหวัดชลบุรี นำโดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ที่ดินจังหวัดชลบุรี สรรพากรจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี พร้อมทั้งติดตาม เฝ้าระวัง นิติบุคคลต่างชาติที่อาจกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด
โดยปฏิบัติการครั้งนี้ ชุดเฉพาะกิจนำกำลังกระจายลงพื้นที่เป้าหมาย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตรวจค้นนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายจำนวน 33 บริษัท ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับ 4 หมาย หมายค้น 41 หมาย โดยพบพฤติการณ์มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนำไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไรผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนำไปปล่อยเช่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นเข้าข่ายเป็นนอมินี หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง และพบนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% มีการถือครองที่ดินจำนวน 14 บริษัท โดยตั้งเป็นชุมชนชาวต่างชาติในโครงการหมู่บ้านหรู บ้านแต่ละหลังถือครองโดยใช้ชื่อนิติบุคคลเป็นเจ้าของ และใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกันเป็นทอด ๆ แทนการซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของนิติบุคคล เส้นทางการเงิน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และเอกสารการเข้าพักอาศัยในประเทศไทย เบื้องต้นให้ข้อมูลว่าดำเนินการภายใต้คำแนะนำของสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมขอเน้นย้ำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย บัญชี 1 ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด อาทิ ค้าที่ดิน ทำกิจการหนังสือพิมพ์ ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ บัญชี 2 ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี อาทิ ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุง อาวุธยุทโธปกรณ์ ค้าของเก่า ค้าศิลปะวัตถุ การขนส่งทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ ในประเทศ บัญชี 3 ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อาทิ การบริการทางบัญชี ทางกฎหมาย การประกอบกิจการโฆษณา โรงแรม
ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายบัญชี 2 และบัญชี 3 ต่างชาติสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต หากได้รับหนังสือรับรองตามกฎหมายในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือมีกฎหมายเฉพาะรองรับ
“หากพบว่าคนไทยรายใดมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ ยอมรับเงิน หรือผลประโยชน์เพื่อแต่งตั้งตนเองเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน รวมถึงศาลจะสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจนั้นด้วย”นายพูนพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งกรมพร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีก็อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ