กรมธุรกิจพลังงาน เผยความต้องการใช้ก๊าซLNGพุ่งขึ้นทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ถังก๊าซNGVครบอายุการใช้งาน 20ปี ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นการใช้ LNG มากขึ้น เหตุคุ้มค่ากว่า วิ่งได้ไกลขึ้นและช่วยลดก๊าซเรือนกระจก
นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ เตาเผา และเตาหลอม รวมถึงภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถหัวลากที่ต้องการเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางระยะไกล ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในภาคการขนส่ง พบว่าผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากรถที่ใช้ก๊าซ NGV มาเป็น LNG มากขึ้น หลังถัง NGV หลายคันครบอายุการใช้งาน 20 ปี ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะกลับไปใช้น้ำมันดีเซลหรือเปลี่ยนระบบเป็น LNG แม้การติดตั้งอุปกรณ์ถังก๊าซLNG เพียง1ลูกจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 บาท แต่ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งมองว่ายังคุ้มค่ากว่าการใช้ดีเซล อีกทั้งรถบรรทุกที่ใช้ LNG สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 1,200 กิโลเมตร และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้
ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้ออกใบอนุญาตสถานที่ใช้ LNG แล้ว 139 แห่ง คาดว่าปีนี้จะออกใบอนุญาตเพิ่มอีก 20% และส่วนการออกใบอนุญาตสถานีบริการ LNG มีแล้ว 5 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ปทุมธานี ชลบุรี และสระบุรี 2แห่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาออกใบอนุญาตตั้งสถานีบริการ LNG เพิ่มอีก 3แห่งในจังหวัดสระบุรี สมุทรปราการและสุพรรณบุรี เพื่อรองรับเส้นทางขนส่งหลักของประเทศในอนาคต สะท้อนแนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดที่ขยายตัวต่อเนื่อง
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ส่วนการใช้ LNG ในภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นการกำกับดูแลตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกขั้นตอน เป็นการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) กรมธุรกิจพลังงานได้ยกระดับการกำกับดูแลเชิงรุก โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทที่ 1 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมเตรียมขยายรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ตรวจสถานประกอบกิจการสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ของบริษัท อินโดรามา โฮลดิ้งส์ จำกัด ,สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นเชื้อเพลิงหลักในกระบวนการหลอมแก้ว ของบริษัท ราชบุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังภาคอุตสาหกรรมและสถานีบริการ NGV ในพื้นที่ภาคตะวันตก ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้ LNG และ LPG ในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง เป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
จังหวัดราชบุรีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านก๊าซธรรมชาติของประเทศ เป็นศูนย์กลางการกระจายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงระบบขนส่งและการกระจายเชื้อเพลิงสู่ภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่ภาคตะวันตก จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ