xs
xsm
sm
md
lg

พลิกบัญชี ”เอเชีย เอรา วัน” เซ็นสัญญา ”ไฮสปีด” 7 ปี ขาดทุนกว่า 2.4 พันล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พลิกบัญชี ‘เอเชีย เอรา วัน’เซ็นสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน 7 ปี ขาดทุมอ่วม 2.4 พันล้านบาท ปรับสัดส่วนผู้ถือหุ้นล่าสุด “ซีพี.”ถือหุ้นมากสุด 87.15% BEM-ITD ลดสัดส่วนแล้ว


หลังจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซี.พี.) ได้ส่งหนังสือถึง รฟท.เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 แจ้งขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ตามเงื่อนไขข้อ 6.2

ขณะที่ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด รีบออกมาชี้แจง ถึงกรณีดังกล่าวว่าเป็นการยื่นหนังสือใช้สิทธิตามกลไกที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญา มิได้หมายความว่าบริษัทได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที โดยเจตนาของบริษัท ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความตั้งใจและยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันโครงการนี้มาโดยตลอด ไม่ใช่ความต้องการยกเลิกสัญญาของภาคเอกชน แต่คือข้อจำกัดหลายประการ ที่ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ อาทิเช่น ในการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการก่อสร้างและการจัดหาเงินทุนของโครงการ
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถือเป็นอีกโครงการประวัติศาสตร์ ที่ลงนามสัญญาไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2562 ผ่านมากว่า 7 ปี ยังไม่ได้เริ่มต้นการก่อสร้าง โดย“บ.เอเชีย เอราวัน ฯ ได้เข้าไปบริหารการเดินรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ภายใต้ MOU แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด- 19 ที่มีการลงนาม ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2564 เท่านั้น
แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) หรือกพอ. จะมีมติเห็นชอบหลักการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนไปแล้ว แต่กระบวนการยังไม่เรียบร้อย สถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีจุดยืนไม่แก้สัญญาโครงการ ทำให้โครงการนี้ กำลังนำไปสู่การ “เลิกสัญญา”

@ ผ่างบ ‘เอเชีย เอรา วัน’ 7 ปี ขาดทุนสะสม 2,473 ล้านบาท

จากข้อมูลผลประกอบการของบริษัท‘เอเชีย เอรา วัน’ พบว่า งบการเงินตลอด 7 ปี นับแต่เริ่มต้นปี 2562 มีกำไรปีแรกเพียงปีเดียว ส่วน 6 ปีต่อมา ขาดทุนมาโดยตลอด

-ปี 2562 มีรายได้รวม 2,915,675 บาท ขณะที่รายจ่ายรวมอยู่ที่ 1,854,895 บาท มีกำไรสุทธิ 778,180 บาท
-ปี 2563 มีรายได้รวม 6,201,857 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 101,915,567 บาท ขาดทุนสุทธิ 95,713,710 บาท
-ปี 2564 มีรายได้รวม 10,149,482 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 547,786,027 บาท ขาดทุนสุทธิ 537,636,545 บาท
-ปี 2565 มีรายได้รวม 11,889,707 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 773,888,074 บาท ขาดทุนสุทธิ 761,998,367 บาท
-ปี 2566 มีรายได้รวม 12,892,656 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 657,818,470 บาท ขาดทุนสุทธิ 644,925,814 บาท
-ปี 2567 มีรายได้รวม 17,852,034 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 316,384,776 บาท ขาดทุนสุทธิ 298,532,742 บาท
-และปี 2568 มีรายได้รวม 40,027,615 บาท รายจ่ายรวมอยู่ที่ 175,300,278 บาท ขาดทุนสุทธิ 135,272,663 บาท
โดยมีรายได้รวมสะสม 101.929 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายรวมถึง 1,736.73 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสะสมสูงถึง 2,473.30 ล้านบาท

@เพิ่มทุนจดทะเบียน 7.78 พันล้านบาท

บริษัท เอรา วัน จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2562 มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 7,780 ล้านบาท ข้อมูล ณ ปี 2569 ผู้ถือหุ้น ดังนี้
1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 87.15%
2. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จำนวน 5.14%
3. บริษัท China Railway Construction Corporation Limited หรือ CRCC จำนวน 5.14%
4. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2.57%

ในส่วนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ระบุว่า กรรมการกลุ่มที่ 1 คนใดคนหนึ่ง ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 คนใดคนหนึ่ง รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท ทั้งนี้ กรรมการกลุ่มที่ 1 ได้แก่ นายณรงค์ เจียรวนนท์ นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ และ นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ กรรมการกลุ่มที่ 2 ได้แก่ นายอำรุง สรรพสิทธิ์วงศ์ หม่อมหลวงสุภสิทธิ์ ชุมพล นายชาติวุฒิ ตันจันทร์พงศ์ นายเปรมชัย กรรณสูต นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล และ นายหลี่ ฉงหยาง

ขณะที่ในช่วงเริ่มต้นจดทะเบียน พบว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 70% บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ถือ 10% บมจ. ช.การช่าง (CK) ถือ 5% บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ถือ 5% และ CRCC ถือ 10% นอกจากนี้ยังมี บริษัททางรถไฟแห่งชาติอิตาลี (Ferrovie dello Stato Italiane S.p.A.) หรือ FS ที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ในการให้บริการรถไฟ
หลังจากนี้ ต้องติดตามว่า บอร์ด EEC ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน จะชี้ขาดเรื่องนี้อย่างไร ระหว่าง 2 แนวทางคือ เดินหน้าแก้สัญญาร่วมลงทุนฯตามหลักการเดิม หรือ ยกเลิกสัญญา ซึ่งหากชี้ออกมาให้ ยกเลิกสัญญา ก็จะเป็นการบ้านใหญ่สำหรับรฟท. และ ซีพี. ในฐานะคู่สัญญา ที่จะต้องต้องเจรจาค่าใช้จ่ายที่แต่ละฝ่ายได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ หรืออาจจะถึงขั้นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันหรือไม่