นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(17ก.ค.69)ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.75 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up เข้าใกล้โซน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-33.64 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งอาจมีการพูดถึงประเด็นสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้การแถลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควรและควรติดตามอย่างใกล้ชิด ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึงข้อมูลตลาดบ้าน ในเดือนมิถุนายน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะในส่วนของ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะยาว
พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น โดยเงินบาทอาจติดโซนแนวต้านแถว 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง ตามแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวสูง เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) รวมถึง แรงกดดันต่อราคาทองคำ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องลดสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตลง เพื่อปรับลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต และเพิ่มสภาพคล่องในจังหวะเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าว เหมือนที่ได้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ หากราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นได้บ้างในช่วงระหว่างวัน หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways อาจช่วยลดทอนแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก