นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(15ก.ค.69)ที่ระดับ 33.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.54 บาทต่อดอลลาร์) หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ชะลอลงสู่ระดับ 3.5% (-0.4%m/m) และระดับ 2.6% (+0.0%m/m) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง และมีส่วนหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์สูงขึ้นบ้าง รวมถึงเงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมตามจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้สะท้อนว่า แม้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงมากกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง โดยเราประเมินว่าเงินบาทยังคงมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา)
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทว่าไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก เหมือนในปัจจุบัน เรามองว่า ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังพอมีโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจาก เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในช่วงระยะสั้น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน (แม้จะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ เนื่องจากภาพ Macro อย่าง แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังไม่เปลี่ยนในมุมมองของตลาด) จนอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านๆ มา ที่การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น