สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติไฟลิ่งโครงการ MTS Gold Investment Token ของบริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด อย่างเป็นทางการ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไทยมีการออกโทเคนดิจิทัลเพื่อลงทุนในธุรกิจค้าทองคำโดยตรง ตั้งเป้าระดมทุน 1,200 ถึง 2,000 ล้านบาท นำไปซื้อทองคำแท่ง 96.5% เป็นสินค้าคงคลัง โดยมี Kubix เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขาย โทเคนให้ผลตอบแทนพื้นฐาน 3% ต่อปี พร้อมโอกาสรับส่วนแบ่งกำไรจากราคาทองคำเพิ่มเติม กำหนดวันเปิดเสนอขายเร็วๆ นี้
กระแส RWA tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์โลกจริงเป็นโทเคนดิจิทัล ที่ครองพื้นที่วาทกรรมการเงินระดับโลกมาหลายปี ในที่สุดก็เริ่มมีรูปธรรมที่จับต้องได้ในตลาดไทย เมื่อ ก.ล.ต. ให้ไฟเขียวแก่โครงการของ แม่ทองสุกเซ็นทรัล ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าทองคำมาอย่างยาวนาน ร่วมกับ Kubix ในฐานะ ICO portal ที่ได้รับอนุญาต
โทเคนนี้อยู่ในรูปแบบ Investment Token ที่วัตถุประสงค์การระดมทุนระบุชัดเจนว่านำเงินไม่ต่ำกว่า 90% ของวงเงินที่ได้รับไปซื้อทองคำแท่ง 96.5% เป็นสต็อกสินค้าสำหรับหมุนเวียนในกิจการ กล่าวคือผู้ลงทุนไม่ได้ถือทองคำโดยตรง แต่ถือสิทธิ์ในธุรกิจที่ใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลัก ซึ่งต่างจากทองคำ tokenized ที่ผู้ถือสามารถไถ่ถอนเป็นทองกายภาพได้โดยตรง
ขณะที่โครงสร้างผลตอบแทนแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกคือผลตอบแทนพื้นฐานอัตราคงที่ 3% ต่อปีก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย และชั้นที่สองผลตอบแทนพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อราคาขายทองคำเฉลี่ยเมื่อปิดโครงการสูงกว่าราคาเฉลี่ยที่บริษัทเข้าซื้อตอนเริ่มต้น โดยโครงการมีอายุ 3 ปีและไม่เปิดให้ซื้อขายในตลาดรอง กล่าวคือนักลงทุนต้องถือจนครบกำหนดเท่านั้น
สำหรับเกณฑ์การลงทุน โทเคนแต่ละหน่วยราคา 1,000 บาท กำหนดจองขั้นต่ำ 10 หน่วยหรือ 10,000 บาท นักลงทุนรายย่อยมีเพดานสูงสุด 300,000 บาท ขณะที่นักลงทุนรายใหญ่และรายใหญ่พิเศษไม่มีข้อจำกัดในการลงทุน ขณะที่วันเปิดเสนอขายยังไม่เปิดประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ผ่านแพลตฟอร์ม Kubix เท่านั้น บริษัทระบุชัดว่าไม่มีนโยบายจำหน่ายผ่านตัวแทนบุคคลทั่วไป เพื่อป้องกันการแอบอ้างในช่วงก่อนเปิดขาย
อย่างไรก็ดีนัยยะของโครงการนี้เกินกว่าแค่การระดมทุนรายเดียว เพราะแม่ทองสุกเป็นผู้ประกอบการค้าทองคำรายใหญ่ที่มีประวัติดำเนินธุรกิจมายาวนาน การที่บริษัทในวงการทองคำดั้งเดิมเลือกใช้โทเคนดิจิทัลเป็นเครื่องมือระดมทุนแทนช่องทางปกติ สะท้อนว่าตลาดทุนดิจิทัลไทยกำลังถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงในสายตาของผู้ประกอบการนอกวงการคริปโต
ทั้งนี้นักลงทุนและประชาชนผู้สในใจ ควรจับตาด้วยว่าโครงสร้าง Buy & Hold ที่ไม่มีตลาดรองนั้นจำกัดสภาพคล่องของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ลงทุนที่ต้องการเงินก่อนครบ 3 ปีจะไม่มีช่องทางขายออกอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในด้านผลตอบแทนพิเศษจากส่วนต่างราคาทองคำขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดโลก ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ทั้งจากฝั่งผู้ออกโทเคนและนักลงทุน
ขณะที่ในบริบทที่ ก.ล.ต. กำลังผลักดัน Digital Asset Framework ให้ครอบคลุมสินทรัพย์โลกจริงมากขึ้น ความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าตลาด RWA tokenization ในไทยพร้อมจะเติบโตในเชิงพาณิชย์จริงหรือไม่ หากโครงการระดมทุนได้ตามเป้าและผลตอบแทนเป็นไปตามที่ประกาศ คาดว่าจะเห็นผู้ประกอบการในธุรกิจทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เดินหน้าตามมาในระยะไม่นานจากนี้