xs
xsm
sm
md
lg

ธนารักษ์ ฟื้นหมอชิต ปัดฝุ่นพัฒนาพื้นที่ ปักธงสรุปแบบใน 1 ปี คาดสร้างรายได้รัฐกว่า 1.25 พันล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



-”อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ “ มั่นใจฟื้นบริษัทคู่สัญญา ”หมอชิต“ ยืนยันใช้เงื่อนไขเดิม พัฒนาพื้นที่ใช้สอยกว่า 700,000 ตารางเมตร พร้อมเร่งออกแบบเพื่อยกระดับศูนย์คมนาคมและพัฒนาเชิงพาณิชย์ครบวงจร ลงพื้นที่ชุมพร แนะเอสเอ็มอี ชุมพร หาช่องทางพึ่งพาแบงก์รัฐเติมสภาพคล่อง รองรับอาหารฮาลาล ตลาดโลกเติบโต หนุนเอกชน ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดค่าไฟเดือนละกว่า 5 แสนบาท

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เขตจตุจักร ว่าโครงการมีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้ หลังบริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ซึ่งเป็นคู่สัญญารายเดิม กลับมาหารือเพื่อเตรียมดำเนินโครงการอีกครั้ง โดยคาดว่าภายใน 1 ปี หรือก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ แบบแนวคิดการออกแบบโครงการ (Concept Design) จะแล้วเสร็จ

สำหรับสาเหตุที่โครงการล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเข้า-ออกโครงการให้เชื่อมกับถนนวิภาวดีรังสิต แต่ขณะนี้ได้ยกเลิกแนวทางดังกล่าวและกลับไปใช้รูปแบบเดิม ทำให้เอกชนสามารถเริ่มออกแบบและดำเนินโครงการต่อได้ โดยกรมธนารักษ์ยังคงยึดเงื่อนไขเดิม คือกำหนดพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 700,000 ตารางเมตร ส่วนการจัดสรรพื้นที่ภายใน อาทิ โรงแรม ศูนย์การค้า และที่อยู่อาศัย ขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้พัฒนาโครงการ นอกจากนี้ ยังต้องมีพื้นที่รองรับสถานีขนส่งผู้โดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และพื้นที่จอดรถ (Park and Ride) ตามเงื่อนไขเดิม

สำหรับรายได้ที่จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินนั้น นายอัครุตม์ บอกว่า เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการ บริษัท BKT ต้องชำระเงินรวม 1,250 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้าประมาณ 400 กว่าล้านบาท และส่วนที่เหลือคือค่าฐานรากที่กรมธนารักษ์ได้ชำระให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าไปก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านบน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะไม่มีการคิดดอกเบี้ย

ส่วนข้อเสนอให้ย้ายสถานีขนส่งหมอชิตกลับมายังพื้นที่เดิมนั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในอนาคตและไม่กระทบต่อการเดินหน้าโครงการในขณะนี้ ทั้งนี้ โครงการมีอายุสัมปทานตามมติคณะรัฐมนตรี 30 ปี และต่ออายุได้อีก 10 ปี จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็น 50 ปี โดยนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มการก่อสร้าง ขณะนี้ถือว่าโครงการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่เริ่มนับระยะเวลาสัมปทาน กรมธนารักษ์ยังคงเจรจากับบริษัท BKT เป็นคู่สัญญาหลักแต่เพียงรายเดียวเท่านั้น

แนะเอสเอ็มอี ชุมพร หาช่องทางพึ่งพาแบงก์รัฐเติมสภาพคล่อง
พร้อมกันนี้เดินทางไปเยี่ยมโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) พัฒนาโรงงานมาตรฐานจากที่ราชพัสดุ จ.ชุมพร กรมธนารักษ์ ยังส่งเสริมให้บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด ผู้เช่าอาคารราชพัสดุโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) จังหวัดชุมพร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) บนหลังคาอาคาร เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงเฉลี่ยเดือนละ 500,000-600,000 บาท โดยกำหนดให้ใช้ผลิตไฟฟ้าภายในอาคารเท่านั้น ห้ามนำไปใช้เชิงพาณิชย์ พร้อมให้ส่งแบบแปลนและเอกสารประกอบ 6 รายการ รวมถึงวางหลักประกันสัญญาเช่าเพิ่ม 86,880 บาท

เดิมอาคารดังกล่าวเป็นโครงการของกรมปศุสัตว์ ใช้งบก่อสร้าง 178.83 ล้านบาท ก่อนส่งมอบให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรในปี 2559 เนื่องจากไม่มีเอกชนสนใจลงทุน ต่อมาในปี 2561 บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด ชนะการประมูลสิทธิการเช่า และได้ทำสัญญาเช่าอาคารระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2566 ถึง 6 มีนาคม 2596 ได้ชำระค่าแรกเข้า 8.9 ล้านบาท และค่าเช่ารวมตลอดสัญญากว่า 13.42 ล้านบาท รวมทั้งนำสิทธิการเช่าไปค้ำประกันสินเชื่อกับธนาคารอิสลามฯ วงเงิน 21 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินกิจการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) ในจังหวัดชุมพร

ดร.อดุลย์ กำไลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด กล่าวว่า ราคาโคเนื้อพันธุ์ดี ราคา 75-85 บาท/กิโลกรัม ตามน้ำหนักและสายพันธ์ แนวโน้มตลาดเนื้อมีโอกาสเติมโตอีกมาก ยอมรับขณะนี้มีปัญหาขาดสภาพคล่องในการรับซื้อโคเนื้อจากเกษตรกร และเพราะต้องจ่ายสด ขณะที่เนื้อชำแหละ สำเร็จรูปเป็นวงเงินเชื่อมีระยะเวลา จึงไม่สอดคล้องกัน เมื่อเป็นโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) มีมาตรการสูงสุดในอาเซียน จึงต้องการบุกตลาดตะวันออกกลางเพิ่มเติม โดยพร้อมเข้าไปพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งถูกทิ้งล้างหลายแห่งทั่วประเทศ