xs
xsm
sm
md
lg

AIS - ZTE วางระบบโครงข่ายหนุนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อความต้องการใช้งานคลาวด์ การเชื่อมต่อเครือข่ายข้ามภูมิภาค และการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพิ่มขึ้น AIS จึงได้จับมือกับ ZTE อัปเกรดและเปลี่ยนผ่านระบบโครงข่ายหลัก (Backbone Network) สำหรับภาครัฐและองค์กรยุคใหม่

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการย้ายระบบบริการครั้งแรกและการเปิดใช้งานบริการอัตโนมัติ (Automation) บนโครงข่ายหลักในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านเครือข่าย IP ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริการของ AIS อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ขององค์กรและการผสานรวมโครงข่ายคลาวด์ (Cloud-Network Convergence) ในประเทศไทย

เพื่อตอบโจทย์การอัปเกรดธุรกิจดังกล่าว AIS ได้เลือกใช้โซลูชัน HI‑IPNet ของ ZTE ซึ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ สถาปัตยกรรมเครือข่าย ไปจนถึงการดำเนินงานอัจฉริยะ โดยมีคุณสมบัติเด่น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.ความจุสูงเป็นพิเศษรองรับการขยายระบบในอนาคต มีการติดตั้งเราเตอร์ซีรีส์ ZXR10 M6000-SE ในส่วนของ Core, Edge และ Interconnection Nodes โดยแต่ละสล็อต (Slot) รองรับความเร็วในการส่งต่อข้อมูล (Forwarding Capacities) สูงถึง 3.6 Tbps, 7.2 Tbps หรือสูงสุด 14.4 Tbps ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตในอนาคตโดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซ้ำซ้อน

2.การจัดสรรทรัพยากรที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ มีการรวมเทคโนโลยี Segment Routing เข้ากับ MPLS Data Plane (SR-MPLS), Flexible Algorithm (Flex-Algo) และ Ethernet Virtual Private Network (EVPN) ทำให้สามารถส่งมอบบริการที่ปลอดภัยและไม่หยุดชะงักสำหรับลูกค้าที่มีมูลค่าสูง (High-value customers) ในกลุ่มการเงิน คลาวด์ และการผลิต

3.ระบบดูแลเครือข่ายอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้แพลตฟอร์มการจัดการ ZENIC ONE R22 ทำให้ AIS สามารถจัดการระบบจากส่วนกลาง (Centralized Orchestration) และมองเห็นภาพรวมทั่วทั้งเครือข่าย (Full Lifecycle Visualization) ช่วยลดขั้นตอนการทำงานแบบเดิมที่ต้องกำหนดค่าด้วยตนเอง (Manual Configuration) มาเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดเวลาในการส่งมอบบริการสายวงจรเช่าส่วนบุคคลสำหรับองค์กร (Leased Line) และการเชื่อมต่อคลาวด์ได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน ในระหว่างการดำเนินโครงการ ทีมเทคนิคของทั้ง AIS และ ZTE ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมความเสี่ยงในการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การย้ายระบบบริการเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Migration) ซึ่งระบบเครือข่ายที่ได้รับการอัปเกรดใหม่นี้ จะเข้ามาสนับสนุนบริการหลักของ AIS สำหรับภาครัฐและองค์กร เช่น สายวงจรเช่าส่วนบุคคล การเชื่อมต่อคลาวด์ และการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ทั้งสองบริษัทฯ มีแผนที่จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือในด้านการผสานรวมโครงข่ายคลาวด์, เครือข่ายพรีเมียม IP และนวัตกรรม 5G สำหรับองค์กร เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป