xs
xsm
sm
md
lg

“วราวุธ”หนุนพัฒนารง.ต้นแบบCSR to CSV “ เปลี่ยนเงินลงทุนเอกชนเป็นคุณภาพชีวิตชุมชน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“วราวุธ” ส่งเสริมโรงงานไทยก้าวสู่ CSV เปลี่ยน “เม็ดเงินลงทุนเอกชน” เป็นคุณภาพชีวิตชุมชน ตั้งเป้าปีงบประมาณ70 ประเดิมโรงงานต้นแบบอย่างน้อย 18แห่ง และในปี 80 เกิดโรงงานต้นแบบได้ทั่วประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม (CSR) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักของนโยบาย “ONE MIND” ที่บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เป็น “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เพื่อขับเคลื่อนโรงงานแห่งอนาคตบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในปีงบประมาณ 2570 กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการ “ยกระดับอุตสาหกรรมดีคู่ชุมชน สร้างสังคมสู่ความยั่งยืน” ตั้งเป้าพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSR to CSV หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจกับสังคม (Creating Share Value) อย่างน้อย 18 แห่ง ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ครอบคลุม 15 จังหวัด 18 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสม กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 จะพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSV ให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และภายในปี 2580 จะผลักดันให้เกิดโรงงานต้นแบบ CSV ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 โรงงาน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้รับการรับรองมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ (CSR-DIW) แล้วจำนวน 1,422 โรงงาน และยังมีโรงงานที่ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องกว่า 600 แห่ง ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แนวคิด CSV

สำหรับแนวทาง CSV แตกต่างจาก CSR ในรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเพียงการบริจาคหรือช่วยเหลือชุมชนเป็นครั้งคราว แต่เป็นการนำปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยธุรกิจสามารถเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ การจ้างงาน และสุขภาวะที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนให้กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม สร้างรายได้ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนอย่างจับต้องได้ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว