“พิพัฒน์” เปิดแผน”คมนาคม”ปี 70 เดินหน้า 262 โครงการ วงเงินลงทุนกว่า 2.29 แสนล้านบาท พัฒนาต่อเนื่องปี 71 - 73 อีก 51 โครงการ วงเงิน 5.93 แสนล้านบาท จัดเวที MOT New Chapter ชูระบบรางแกนหลัก เชื่อมถนน-ราง-น้ำ-อากาศ ยกระดับเดินทางและเศรษฐกิจทุกภูมิภาค
วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570” ว่า ถือเป็นการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยนำผู้บริหารและหน่วยงานทุกด้านมาร่วมกันระดมความคิด วางแผน และบูรณาการการทำงาน เพื่อนำโครงการที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบให้เชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และทำให้การลงทุนด้านคมนาคมเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
กระทรวงคมนาคม ยึดแนวนโยบายของรัฐบาลในการเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมกำหนดกรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมพลังงานสะอาด และวางรากฐานด้านคมนาคมสำหรับอนาคต โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ ทางถนน ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบคมนาคมที่ไร้รอยต่อ สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
@กางแผนปี 70 เดินหน้า 262 โครงการ วงเงินลงทุน กว่า 2.29 แสนล้านบาท
ผลจากการสัมมนาได้กำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการสำคัญในปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินลงทุน 229,769 ล้านบาท พร้อมวางทิศทางการพัฒนาต่อเนื่องในช่วงปี 2571 - 2573 อีก 51 โครงการ วงเงินประมาณ 593,409 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การปรับโครงสร้างการเดินทางและการขนส่งของประเทศให้มี “ระบบรางเป็นแกนหลัก” เชื่อมต่อกับถนน รถโดยสาร ท่าเรือ และสนามบินอย่างสมบูรณ์ พร้อมกระจายการพัฒนาไปยังเมืองหลัก เมืองรอง พื้นที่เศรษฐกิจ ชายแดน และแหล่งท่องเที่ยวในทุกภูมิภาค
ด้านโครงข่ายทางถนน กระทรวงคมนาคมจะเร่งพัฒนามอเตอร์เวย์ ทางพิเศษ ถนนวงแหวน และสะพานสำคัญ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดปัญหาคอขวด และเชื่อมโยงเมืองหลักกับพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศ โครงการที่ประชาชนจะเห็นความคืบหน้าในระยะใกล้ ได้แก่ การเปิดทดลองให้บริการตลอดเส้นทางของมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน - นครราชสีมา และ M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ในปี 2569
@จ่อประมูลมอเตอร์เวย์M9,M5
ส่วนM9 ทางยกระดับบางขุนเทียน - บางบัวทอง วงเงิน56,035 ล้านบาท
ในรูปแบบPPP-Net Cost และM5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต – บางปะอิน
วงเงิน31,358 ล้านบาท ในรูปแบบ PPP-Goss Cost
ขณะเดียวกัน
จะเร่งเติมเต็มโครงข่ายบริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน ผ่านทางหลวงแนวใหม่M6 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน4,792 ล้านบาทและM9 แนวใหม่
เชื่อมโครงข่ายตะวันตก - ตะวันออก วงเงิน3,116 ล้านบาทเพื่อให้มอเตอร์เวย์หลายสายเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์
ขอจัดสรรงบปี 70
@ชงครม.M 8 ,ทางด่วนภูเก็ต ,วงแหวนหาดใหญ่ และ วงแหวนรอบที่ 3
พร้อมผลักดันโครงการใหม่ อาทิ วงแหวนกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออกM8 นครปฐม - ปากท่อ วงเงิน61,154 ล้านบาททางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ช่วงกะทู้ - ป่าตอง16,786 ล้านบาท และช่วงเมืองใหม่ - เกาะแก้ว- กะทู้46,812 ล้านบาท ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่5,711 ล้านบาทและ พัฒนาถนนวงแหวน กทม. รอบที่ 3 ด้านตะวันออก (ทล.305 - ทล.304) วงเงิน 38,868 ล้านบาท
เดินหน้าก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา 1,800 ล้านบาท และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา 4,700 ล้านบาทซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทาง กระจายความเจริญ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาได้รับอนุมัติแหล่งเงินกู้แล้ว และจะเดินหน้าลงนามสัญญาและก่อสร้างต่อไป
ด้านการขนส่งสาธารณะ จะเดินหน้ายกระดับบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาดEV แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 1,520 คัน14,904.72 ล้านบาท และระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน รวม 2,320 คัน
พร้อมพัฒนาระบบรถโดยสารเชื่อมต่อ หรือ Feeder ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองภูมิภาค รวมถึงปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารจตุจักร สถานีเดินรถรังสิต และพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้านระบบราง จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของประเทศ โดยเร่งผลักดันโครงการMissing Link ช่วงบางซื่อ - พญาไท - มักกะสัน - หัวหมาก และช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟในเขตกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ พร้อมเร่งดำเนินโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี - หาดใหญ่ - สงขลา และช่วงหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช - ตลิ่งชัน - ศาลายา รวมถึงเร่งประกวดราคา รถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย มูลค่า256,403.48ล้านบาท
นอกจากนี้ จะเร่งออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 พร้อมเดินหน้ามาตรการ อัตราค่าโดยสารร่วม 17 - 45 บาท เพื่อวางระบบให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อหลายระบบได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้ระบบรางเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในชีวิตประจำวัน
กระทรวงคมนาคม ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเดินรถบนโครงข่ายของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัย ออกแบบ และผลิตรถไฟภายในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยในระยะยาว
ด้านการคมนาคมทางน้ำ จะพัฒนาท่าเรือโดยสาร ท่าเรือท่องเที่ยว และท่าเรือสินค้าให้ทันสมัยและมีมาตรฐาน พร้อมสนับสนุนการระบายน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกของSmart Pier ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 29 ท่า การพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ หรือCruise Terminal ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ค่าลงทุน 12,171.60 ล้านบาท การส่งเสริมท่าเรือสำราญที่ท่าเรือกรุงเทพ และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน114,046.93 ล้านบาทช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค
ด้านการคมนาคมทางอากาศ จะเร่งเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยานหลักและท่าอากาศยานภูมิภาค เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผลักดันโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก หรือEast Expansion พร้อมเร่งโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 รวมทั้งขยายทางวิ่งของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ชุมพร ระนอง ตรัง แพร่ และบุรีรัมย์
นอกจากนี้ จะพัฒนาท่าอากาศยานหัวหินให้รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส และพัฒนา ศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกระบี่ สำหรับด้านความปลอดภัย จะจัดหาเทคโนโลยีป้องกันนกชนอากาศยาน หรือAutomated Bird Control ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและพิษณุโลก รวมถึงเตรียมความพร้อมการให้บริการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นAviation Hub ของภูมิภาค
สำหรับแผนระยะต่อไปในช่วงปี 2571 - 2573 กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าศึกษาและพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ช่วยเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้Thailand Riviera ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
ด้านการขนส่งทางบก วางแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อท่าอากาศยานสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา รวมถึงพัฒนาสถานีขนส่งสินค้านครปฐม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า
ด้านระบบราง วางแผนพัฒนา รถไฟสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี - พังงา - ท่านุ่น และช่วงท่านุ่น - ภูเก็ต รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ - หัวหิน หัวหิน - สุราษฎร์ธานี และสุราษฎร์ธานี - ปาดังเบซาร์ รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางรางอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ด้านการคมนาคมทางน้ำ วางแผนพัฒนาCruise Terminal จังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จังหวัดชลบุรี พร้อมศึกษาโครงข่ายบูรณาการการขนส่งทางน้ำ ช่วงนครสวรรค์ หรือปากน้ำโพ - สมุทรสาคร หรืออ่าวไทย (MMR1)
ขณะที่ด้านการบิน จะเสริมศักยภาพท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมพัฒนาศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานอุดรธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และขอนแก่น รวมถึงพัฒนา โรงฝึกปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานสำหรับนายช่างภาคพื้นดิน เพื่อผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาแหล่งเงินลงทุนนอกงบประมาณเพิ่มเติม ทั้งการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุน ผ่านกองทุนThailand Future Fund หรือTFFIF รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน โดยไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณภาครัฐเพียงช่องทางเดียว
ภายหลังการสัมมนา ทุกหน่วยงานจะนำข้อสรุปไปจัดทำAction Plan ที่กำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา แหล่งเงินลงทุน และหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน พร้อมติดตาม และเร่งรัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเป้าหมายในการทำให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาค และสร้างระบบคมนาคมที่ทันสมัย เชื่อมโยง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม