“กิริฎา”เผยกระแสโลกาภิวัตน์อ่อนแรง กติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางการแบ่งขั้วออกเป็นหลายกลุ่มอำนาจ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก แนะไทย “Minimize ผลกระทบ–Maximize โอกาส” โดยกระจายตลาดส่งออกและนำเข้า ใช้เครือข่าย FTA เปิดประตูการค้า ดึงดูดการลงทุนคุณภาพ
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ ห้อง Blissful อาคาร 10 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า กระแสโลกาภิวัตน์กำลังอ่อนแรง และกติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ เนื่องจากการค้าโลกกำลังเผชิญทั้งการแบ่งขั้ว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการรวมกลุ่มผ่านความตกลงทวิภาคีหรือความตกลงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมถึงการเกิดความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ซึ่งมีสิงคโปร์และนิวซีแลนด์เป็นประเทศร่วมก่อตั้ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น และแนวคิดเรื่อง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) เช่น ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร และความน่าไว้วางใจระหว่างคู่ค้า กำลังมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาเฉพาะต้นทุนและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งสหรัฐฯ กลุ่มจีนและพันธมิตร กลุ่มยุโรปและพันธมิตร ตลอดจนกลุ่มประเทศที่พยายามรักษาความสมดุล เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และบางประเทศในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังนำไปสู่การปรับโครงสร้างใน 4 ด้าน ได้แก่ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบการเงินและสกุลเงิน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของห่วงโซ่อุปทานและการตัดสินใจลงทุนในระยะต่อไป”
ดร.กิริฎากล่าวว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การดำเนินความสัมพันธ์อย่างสมดุลท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเครือข่าย FTA ที่เชื่อมโยงไทยกับตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค แต่โอกาสดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ “Minimize ผลกระทบ - Maximize โอกาส” ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก กระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า โดยรักษาและขยายตลาดเดิม ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เพื่อลดการกระจุกตัวและเพิ่มทางเลือกให้แก่ภาคการผลิต ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ไทยจึงควรกระจายการส่งออกเพื่อลดการกระจุกตัวในตลาดสหรัฐฯ และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป
ประการที่สอง ขยายและยกระดับเครือข่าย FTA เพื่อเปิดประตูการค้าและกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรี 14 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้า 18 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็นประมาณ 60% ของมูลค่าการส่งออกไทย และยังมีความตกลงที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการให้สัตยาบันหรือรอมีผลใช้บังคับ ได้แก่ FTA ไทย-EFTA ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา รวมถึงความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรป ตลอดจน FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา
ประการที่สาม พัฒนาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่มี Local Content สูง เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มมูลค่าในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ดร.กิริฎากล่าวว่า ในด้านความเสี่ยง มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางการค้าหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ส่วนด้านการลงทุน ภาพรวมการลงทุนภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 ขยายตัว และมีการลงทุนในเครื่องจักรเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกิจการศูนย์ข้อมูลและบริการจัดเก็บข้อมูล อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่การประเมินผลสำเร็จไม่ควรพิจารณาเฉพาะวงเงินที่เข้าสู่ประเทศ ต้องคำนึงถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศในระดับจำกัด
สำหรับข้อเสนอแนวทางปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจ ต้องดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดเดียว ใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา 2.ยกระดับสู่มาตรฐาน ปรับกระบวนการผลิตเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพื่อรองรับกติกาและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น 3.ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุน พัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ในโลกที่การค้า การลงทุน และเทคโนโลยีถูกกำหนดด้วยภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ไทยต้องบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสไปพร้อมกัน เนื่องจากการเพิ่มมูลค่าการส่งออกหรือวงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากการค้าและการลงทุนดังกล่าวไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”ดร.กิริฎากล่าว