xs
xsm
sm
md
lg

ยอดขายEVทั่วโลกมิถุนายนแตะ2ล้าน จีนทุบสถิติส่งออกNEVทะลุ500,000คัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา จีนส่งออก NEV ทะลุ 500,000 คันเป็นครั้งแรก
ยอดขายอีวีทั่วโลกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยที่ยุโรปยังโชว์ฟอร์มร้อนแรง ผิดกับอเมริกาเหนือที่ดีมานด์ยังไม่ฟื้น ขณะที่ผู้ผลิตจีนตั้งหน้าตั้งตาเจาะตลาดต่างแดนเพื่อหนีภาวะตกต่ำในบ้าน ส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ทุบสถิติอีกครั้งโดยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500,000 คัน และยังเป็นครั้งแรกที่ NEV คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดส่งออกรถทั้งหมด

จากรายงานของเบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์ เดือนมิ.ย.ปีนี้ ดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ด้วยยอดขาย 2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 7% และ 11% จากเดือนพ.ค. สำหรับยอดขายนับจากต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 9.6 ล้านคัน

จอร์จ วิตคัมบ์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอีวีของเบนช์มาร์ก ชี้ว่า ยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคหลักที่ผลักดันการเติบโตของตลาดอีวีโลก โดยทำยอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 28% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. และเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. 2025

ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สเปน และโปรตุเกสพร้อมใจทุบสถิติยอดขายประจำเดือน โดยคนฝรั่งเศสยังเลือกแบรนด์ในประเทศเหนียวแน่น ส่งผลให้เรโนลต์ครองยอดขาย 20% ของยอดขายอีวีทั้งหมดในเดือนมิ.ย. และอีวีขายดีที่สุด 4 ใน 5 รุ่นแรกเป็นแบรนด์เรโนลต์

วิตคอมบ์เสริมว่า การเปิดตัวอีวีขนาดเล็กรุ่นใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นให้คนยุโรปเปิดใจยอมรับอีวีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ภูมิภาคนี้เฝ้ารอมานานสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า หลังจากในที่สุดแล้วค่ายรถหลายแห่งได้ฤกษ์เปิดตัวอีวีรุ่นเล็กที่สามารถทำกำไรได้อย่างแท้จริง และยังช่วยให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกในราคาย่อมเยามากขึ้น

ในทางกลับกัน ยอดขายในอเมริกาเหนือปีนี้ดิ่งลง 20% สาเหตุหลักมาจากการขาดนโยบายสนับสนุนหลังจากอเมริกายุติเครดิตภาษีอีวีเมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งแม้ไม่ถึงกับฉุดยอดขายในอเมริกาล่ม แต่ทำให้กระแสแผ่วลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สำหรับแคนาดาเริ่มปรากฏสัญญาณบวก โดยเมื่อต้นเดือนนี้โลตัสได้จัดส่งเอสยูวีไฟฟ้า Eletre ไปยังแคนาดาภายใต้ข้อตกลงโควตาภาษีใหม่ที่อนุญาตให้ผู้ผลิตจีนส่งอีวีเข้าไปขายปีละ 49,000 คันโดยเสียภาษีศุลกากรแค่ 6.1% จากเดิม 100%

สำหรับยอดขายอีวีในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกพุ่งกระฉูด 98% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว และนับจากต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน

จีนลุยส่งออก
ยอดขายอีวีในจีนเดือนมิ.ย.ลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่ยอดขายจากต้นปีจนถึงปัจจุบันดิ่งลง 14%

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ที่ออกมาเมื่อวันพฤหัสฯ (9 ก.ค.) จีนส่งออกรถทั้งหมดทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรกในเดือนมิ.ย. ด้วยตัวเลข 1.037 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 11.6% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. และพุ่งขึ้นถึง 75.1% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว สำหรับช่วงครึ่งปีแรก จีนส่งออกรถรวม 5.096 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 65.3%

ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีนสร้างสถิติรายเดือนอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 1.6 เท่าจากเดือนมิ.ย. 2025 อยู่ที่ 523,000 คัน และเป็นครั้งแรกที่ NEV คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดส่งออกรถทั้งหมด

ในช่วง 6 เดือนแรก จีนส่งออก NEV รวม 2.355 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1.2 เท่าจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว และคิดเป็น 46.2% ของยอดส่งออกรถทั้งหมด

ชุย ตงซู เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศจีน (CPCA) อธิบายว่า ความสำเร็จนี้มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน
ตัวอย่างเช่นด้านซัปพลาย ชุยชี้ว่า จีนมีห่วงโซ่อุทาน NEV ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ บวกกับความได้เปรียบด้านต้นทุนของแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ต้นทุนการผลิตมีศักยภาพการแข่งขันสูงในตลาดทั่วโลก นอกจากนั้น เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบชาร์จ 800V การหล่อขึ้นรูปแบบบูรณาการ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ยังช่วยให้จีนตั้งราคารถสูงกว่าคู่แข่ง 10% ในยุโรป

ในส่วนผลิตภัณฑ์ ค่ายรถจีนประสบความสำเร็จในการเติมเต็มช่องว่างจากความเชื่องช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าของบรรดาบริษัทรถยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมอย่างโฟล์คสวาเกนและโตโยต้า ด้วยการนำเสนอฟีเจอร์ เช่น การชาร์จเร็ว และระบบขับขี่อัจฉริยะที่ตอบสนองความต้องการของทั่วโลก

ด้านดีมานด์ มีการเติบโตอย่างชัดเจนจากอาเซียน ตะวันออกกลาง และรัสเซีย ข้อมูลจากองค์การผู้ผลิตยานยนต์นานาชาติ (OICA) แสดงให้เห็นว่า ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ดีมานด์รถยนต์เติบโตถึง 35% ในเวียดนาม, 15% ในไทย และ 10% ในรัสเซีย

กระนั้น ชุยเตือนว่า ค่ายรถจีนควรเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป และการตรวจสอบประเด็นการอุดหนุนของภาครัฐ ประกอบกับฐานเปรียบเทียบในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า การเติบโตอาจชะลอลงจากระดับปัจจุบันที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และปรับเข้าสู่แนวโน้มที่มีเสถียรภาพมากขึ้นสำหรับช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้