บอร์ด รฟท.เคาะเพิ่มค่าเวนคืนที่ดินทางคู่สายใหม่ "เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ" อีก 2.3 พันล้านบาท
ทำให้วงเงินรวมเป็น 1.29 หมื่นล้านบาท ยันไม่กระทบก่อสร้าง คาดเปิดปี 71 ส่วนรถไฟไทย-จีน ค่าเวนคืนพุ่งอีก 461 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 6 พันล้าน เหตุประชาชนอุทธรณ์ และค่าชดเชยที่ดินรัฐ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ที่มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธาน ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 มีมติอนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับงานเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 2,304 ล้านบาท ทำให้วงเงินค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม (อนุมัติเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561) ที่ 10,660 ล้านบาท ปรับเป็น 12,964 ล้านบาท และมีพื้นที่เวนคืนเพิ่มอีก 443 แปลง จากเดิม 8,753 แปลง เป็น 9,196 แปลง
ทั้งนี้ สาเหตุในการขอเพิ่มค่าเวนคืนวงเงิน 2,304 ล้านบาทมาจาก 7 รายการ ได้แก่ ค่าเวนคืนแปลงที่ยังไม่แล้วเสร็จ 700 ล้านบาท, อุทธรณ์เงินค่าทดแทนพิ่มเติม ประมาณ 670 ล้านบาท, ปลูกป่าชดเชย พื้นที่กรมป่าไม้ 158 ล้านบาท, ค่าทดแทนที่ดินของรัฐ เช่น ส.ป.ก. ที่ดินธนารักษ์ 230 ล้านบาท, ค่ารังวัด 7 ล้านบาท, รื้อย้ายสาธารณูปโภค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต 189 ล้านบาท สำรองเงินกรณีมีฟ้องร้อง 301 ล้านบาท
หลังจากนี้จะสรุปเสนอกระทรวงคมนาคมภายในเดือน ก.ค. 2569 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอปรับเพิ่มวงเงินค่าเวนคืนต่อไป โดยปัจจุบันการเวนคืนคืบหน้าไปแล้วกว่า 98% จ่ายค่าเวนคืน 10,657 ล้านบาท ส่วนเหตุที่อุโมงค์ดอยหลวงในระหว่างดำเนินการผนังอุโมงค์ในส่วนของชั้นคอนกรีตพ่นยึดผิวหินได้ดำเนินการซ่อมแซม เสร็จแล้ว และไม่กระทบต่อโครงการโดยรวม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 2571
สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ มีระยะทางรวม 323.1 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 85,345 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี สำหรับผลงานก่อสร้าง ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 คืบหน้า 66.907% ล่าช้า 0.637% (แผนงาน 67.544%) คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือน ม.ค. 2571 แบ่งงานก่อสร้าง 3 สัญญา ได้แก่
สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว ระยะทาง 103.7 กม. มูลค่าก่อสร้าง 26,560 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า ไอทีดี-เนาวรัตน์ (บมจ.อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ร่วมกับ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ) เป็นคู่สัญญา ระยะเวลาก่อสร้าง 2,160 วัน (71 เดือน) วันเริ่มงานตามสัญญา วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และวันสิ้นสุดงานตามสัญญา วันที่ 14 มกราคม 2571 ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 งานคืบหน้า 68.667 % ล่าช้า 5.877% (แผนงาน 74.544%)
สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย ระยะทาง 132 กม. มูลค่าก่อสร้าง 26,890 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้าซีเคเอสที-ดีซี 2 (ประกอบด้วย บมจ.ช. การช่าง, บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และ บจ.บุรีรัมย์พนาสิทธิ์) เป็นคู่สัญญา มีระยะเวลาก่อสร้าง 2,160 วัน (71 เดือน) วันเริ่มงานตามสัญญา วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และวันสิ้นสุดงานตามสัญญา วันที่ 14 มกราคม 2571 ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 งานคืบหน้า 68.774% เร็วกว่าแผน 1.894% (แผนงาน 66.880%)
สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 87 กม. มูลค่าก่อสร้าง 19,385 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้าซีเคเอสที-ดีซี 3 (ประกอบด้วย บมจ.ช. การช่าง, บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และ บจ.เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น) เป็นคู่สัญญา ระยะเวลาก่อสร้าง 2,160 วัน (71 เดือน) วันเริ่มงานตามสัญญา วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และวันสิ้นสุดงานตามสัญญา วันที่ 14 มกราคม 2571 ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 งานคืบหน้า 61.907% เร็วกว่าแผน 3.031% (แผนงาน 58.876%)
@รถไฟไทย-จีน ค่าเวนคืนพุ่งอีก 461 ล้านบาท
นายอนันต์กล่าวว่า นอกจากนี้ บอร์ด รฟท.อนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับงานเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในโครงการ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วง กรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) อีก 461 ล้านบาท จากกรอบที่ได้รับอนุมัติเดิม 5,637.85 ล้านบาทเป็น 6,098 ล้านบาท ซึ่งมาจากสาเหตุการอุทธรณ์เงินค่าทดแทนพิ่มเติม, ค่าชดเชยในหน่วยงานของรัฐ และค่าเวนคืนแปลงที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยปัจจุบันการเวนคืนคืบหน้า 98% และส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างแล้ว
สำหรับโครงการรถไฟไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กม. วงเงิน 179,412.21 ล้านบาท ผลงานสะสม ณ วันที่ 25 พ.ค. 2569 คืบหน้า 55.27% ล่าช้ากว่าแผนประมาณ 33% ซึ่งหลังจากนี้จะเร่งปรับแผนงานก่อสร้างส่วนที่ล่าช้า และงานที่ยังไม่ได้เริ่ม คือ สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง กรณีโครงสร้างร่วมรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว กรณีสถานีอยุธยา ทั้งนี้ ยัง มีเป้าหมายแล้วเสร็จและทดสอบการเดินรถภายในปี 2574