กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่งานวิจัยชี้ว่า stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐมีศักยภาพเปิดกว้างการเข้าถึงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับประชาชนในประเทศที่มีระบอบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงหรือควบคุมเข้มงวด แต่กลไกเดียวกันนั้นอาจกลายเป็นตัวเร่งการแห่ถอนตัวออกจากสกุลเงินท้องถิ่นในช่วงวิกฤต เพราะราคา stablecoin เป็นสัญญาณสาธารณะที่ทุกคนเห็นพร้อมกัน IMF แนะว่าหน่วยงานกำกับดูแลอาจต้องพิจารณาจำกัดธุรกรรมขนาดใหญ่ผิดปกติหรือที่เกิดจากอาการตื่นตระหนกในช่วงที่ตลาดอยู่ภายใต้แรงกดดันสูง
งานวิจัยจาก working paper ชื่อ "Stablecoins and Fragility in Fixed Exchange Rate Regimes" โดย แบรนดอน โจเอล ตัน (Brandon Joel Tan) นักเศรษฐศาสตร์ประจำ IMF ซึ่งสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ศึกษาผลกระทบของ stablecoin ต่อตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราคู่ขนาน (parallel FX) เมื่อช่องทางอย่างเป็นทางการในการเข้าถึงดอลลาร์ถูกจำกัดโดยรัฐ
โดยกลไกหลักที่ตันอธิบายคือ stablecoin ทำให้ "การถือครองสิ่งที่คล้ายดอลลาร์" ทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างราคาที่มองเห็นได้และอัปเดตบ่อยครั้งสำหรับอุปสงค์ดอลลาร์ ในภาวะปกติ นี่คือประโยชน์ที่ชัดเจน ประชาชนในประเทศที่ธนาคารและช่องทางทางการไม่สามารถตอบสนองความต้องการดอลลาร์ได้เต็มที่ สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเสถียรกว่าสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดมืดหรือนายหน้าที่ไม่เป็นทางการ
แต่ในยามวิกฤต กลไกเดียวกันนี้พลิกเป็นปัญหา เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนทางการห่างจากราคาตลาดมากผิดปกติ ราคา stablecoin บนตลาดกลายเป็นสัญญาณสาธารณะที่ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าดอลลาร์กำลังขาดแคลน และกระตุ้นให้ผู้คนพากันโยกเงินออกจากสกุลเงินท้องถิ่นพร้อมกัน ผลที่ตามมาคือ stablecoin เปลี่ยนจากเครื่องมือเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน มาเป็นตัวประสานการแห่ถอนตัวที่รวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเป็น
ภาพสะท้อนที่ IMF กล่าวถึงตามทฤษฎีนี้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2568 ร้านค้าในสนามบินโบลิเวียเริ่มตั้งราคาสินค้าโดยอ้างอิง USDT ขณะที่ยังคงรับชำระด้วยดอลลาร์หรือโบลิเวียโน แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปเริ่มมองราคา stablecoin เป็นตัวชี้วัดค่าเงินที่น่าเชื่อถือกว่าอัตราทางการ ส่วนในอาร์เจนตินาเมื่อปี 2567 Cointelegraph รายงานว่าชาวอาร์เจนตินาใช้ "อุโมงค์คริปโต" ซึ่งเป็นช่องทางแลกเงินใต้ดิน เพื่อแลกเปโซเป็น stablecoin ในอัตราที่ใกล้เคียงตลาดมืดมากกว่าอัตราทางการ เพื่อปกป้องเงินออมจากเงินเฟ้อและมาตรการควบคุมเงินทุน
ก่อนหน้านี้ Financial Stability Board (FSB) ก็ส่งสัญญาณเตือนในทิศทางเดียวกันเมื่อเดือนมีนาคม โดยระบุว่า stablecoin สกุลดอลลาร์อาจทำให้เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เผชิญความเสี่ยงจากการทดแทนสกุลเงินท้องถิ่น นโยบายการเงินที่อ่อนแรงลง และการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมเงินทุน พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำกับดูแลวิเคราะห์พัฒนาการของ stablecoin เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการปฏิบัติงานที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ stablecoin ผูกพันกับระบบการเงินในวงกว้างมากขึ้น
สำหรับไทยและอาเซียน บทวิเคราะห์ของ IMF ฉบับนี้ตรงกับความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกลางในภูมิภาคมีอยู่เป็นทุนเดิม ไทยบริหารอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่มีการจัดการ (managed float) ซึ่งหมายความว่าหาก stablecoin กลายเป็นดัชนีชี้วัดอุปสงค์ดอลลาร์ที่ประชาชนและตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด ก็มีศักยภาพส่งผลต่อพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนตัว ยิ่งในยามที่การใช้งาน stablecoin ในภูมิภาคกำลังเติบโตอย่างที่ Binance Research รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อเสนอแนะของ IMF ในเรื่องการจำกัดธุรกรรมขนาดใหญ่ผิดปกติในช่วงวิกฤตจึงเป็นประเด็นที่ ธปท. และ ก.ล.ต. ไทยน่าจะนำไปพิจารณาประกอบการออกกฎหมายกำกับดูแล stablecoin ในระยะถัดไป