สภาวิชาการอิสลามชั้นนำในปากีสถานออกคำวินิจฉัยทางศาสนาระบุว่าการซื้อขายสินค้าด้วยคริปโต รวมถึง stablecoin อย่าง USDT ขัดต่อบทบัญญัติชะรีอะฮ์ เพราะโทเคนดิจิทัลไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอิสลาม สถานการณ์ดังกล่าวปะทุขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลกำลังเร่งสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์เสมือนฉบับใหม่อย่างเต็มสูบ ประธาน PVARA ยืนกรานขอเปิดโต๊ะเจรจา แต่ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธคำวินิจฉัย
บิลาล บิน ซาคิบ (Bilal bin Saqib) ประธานสำนักงานกำกับดูแลสินทรัพย์เสมือนปากีสถาน (PVARA) โพสต์ข้อความเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าเพิ่งพบปะหารือกับมุฟตี ตอกี อุสมานี (Mufti Taqi Usmani) นักวิชาการอิสลามที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยประเด็นที่พูดถึงครอบคลุมบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล stablecoin สินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูก tokenize และการปกป้องประชาชนจากการฉ้อโกงทางการเงิน
ก่อนหน้าการพบปะนั้น อุสมานีและนักวิชาการอีก 5 รายได้ลงนามในคำวินิจฉัยทางศาสนาที่ออกโดย Jamia Darul Uloom Karachi สถาบันสอนศาสนาอิสลามชั้นนำ ระบุว่าการซื้อสินค้าด้วยคริปโต รวมถึง stablecoin ไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะโทเคนดิจิทัลไม่ผ่านคำจำกัดความของ "ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งที่ได้รับการรับรอง" ตามการตีความกฎหมายอิสลาม
ซาคิบไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยโดยตรง แต่ระบุว่าบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล stablecoin และ tokenized real-world assets เป็น "ขอบเขตของเทคโนโลยีและกรณีการใช้งานที่กว้างขวางมาก" และสินทรัพย์แต่ละประเภทสมควรได้รับ "การประเมินทางเทคนิคอย่างรอบคอบควบคู่กับการพิจารณาทางชะรีอะฮ์อย่างเข้มข้น มากกว่าจะมองผ่านเลนส์เดียวกันทั้งหมด"
ความตึงเครียดครั้งนี้มีบริบทที่หนักกว่าปกติ เพราะปากีสถานมีประชากรกว่า 231.7 ล้านคน โดย 96.35% ระบุว่านับถืออิสลามตามสำมะโนปี 2566 ทัศนะทางศาสนาจึงมีน้ำหนักต่อการยอมรับของสาธารณชนในระดับที่ประเทศตะวันตกยากจะเทียบเคียง และคำวินิจฉัยจากสถาบันอย่าง Jamia Darul Uloom Karachi ก็ไม่ใช่เพียงความเห็นส่วนตัว แต่มีสถานะที่นักวิชาการและประชาชนมุสลิมทั่วประเทศให้ความเคารพ
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ซับซ้อนเป็นพิเศษคือจังหวะเวลา เพราะรัฐบาลปากีสถานเพิ่งก้าวกระโดดครั้งใหญ่ด้านกฎหมายคริปโตในรอบหลายเดือน พระราชบัญญัติสินทรัพย์เสมือนปี 2569 ผ่านสภาในเดือนมีนาคม ตั้ง PVARA เป็นหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ต่อมาในเดือนเมษายน ธนาคารกลางปากีสถานอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เปิดบัญชีให้กับผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน (VASP) ที่ได้รับใบอนุญาตจาก PVARA ยุติข้อห้ามที่บังคับใช้มานาน 8 ปี กล่าวได้ว่า รัฐบาลกำลังสร้างทางเดินไปพร้อมกับที่นักวิชาการศาสนากำลังตั้งป้ายเตือน
นัยยะสำหรับตลาดไทยและอาเซียนมีสองชั้น ชั้นแรกคือกรณีปากีสถานจะเป็นบรรทัดฐานที่นักวิชาการอิสลามในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภาคใต้ของไทยอาจนำไปอ้างอิง โดยเฉพาะในประเด็น stablecoin ซึ่งหลายฝ่ายในโลกอิสลามยังถกเถียงกันว่าขัดต่อข้อห้ามเรื่องดอกเบี้ย (riba) หรือไม่ ชั้นที่สองคือท่าทีของซาคิบที่พยายามแยกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากกันแทนที่จะเหมารวม บ่งชี้ว่าโมเดลที่น่าจับตาในอนาคตคือการออก stablecoin ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์โดยเฉพาะ ซึ่งอาจเป็นช่องทางประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้