xs
xsm
sm
md
lg

AWC ทุ่ม 2 พันล. เปิดแม็กเน็ตระดับโลก “เคเบิ้ลคาร์-มิวเสียมMONA” ริมเจ้าพระยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการรายวัน 360 - AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเมกะโปรเจกต์ "เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก" เชื่อมฝั่งเจริญกรุง-เจริญนคร สร้างแลนด์มาร์คใหม่ระดับโลก พร้อมนำ MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังจากออสเตรเลีย มาเผยโฉม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มแม็กเน็ตดูดนักท่องเที่ยว

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่กับ MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังจากออสเตรเลีย เตรียมเนรมิตเมกะโปรเจกต์ระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงประสบการณ์ศิลปะ วัฒนธรรม และการเดินทางเข้าด้วยกัน


นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้าง "Iconic Destination" แห่งใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ดังนี้

1. กระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) แห่งแรกของโลก ลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท สร้างกระเช้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจากเอเชียทีคฯ (ฝั่งเจริญกรุง) ไปยังโครงการมิกซ์ยูสใหม่ของ AWC (ฝั่งเจริญนคร)
2. Sustainable Model เป็นกระเช้าข้ามแม่น้ำที่เน้นความยั่งยืนแห่งแรกของโลก ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาตรฐานสูงและไม่มีเสารับกลางแม่น้ำ
3. Immersive Journey ออกแบบให้เป็น "ศิลปะเคลื่อนไหว" (Kinetic Art) ผสมผสานแสง สี เสียง และเทคโนโลยี
4. ประสบการณ์หลากหลาย นอกจากการนั่งกระเช้าปกติ ยังมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ของ Zip Line, แพลตฟอร์มชมวิว และ Chairlift โดยตัวกระเช้าจะมีความสูงจากแม่น้ำประมาณ 50 เมตร

5. MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแสง (Museum of Light Art) ระดับโลกที่จะมาเป็นแลนด์มาร์คสำคัญบนฝั่งเจริญนคร ถ่ายทอดประสบการณ์ศิลปะในรูปแบบ Immersive ตามมาตรฐาน MONA จากออสเตรเลีย
6. การพัฒนาพื้นที่เจริญนคร AWC มีที่ดินประมาณ 20 ไร่ บริเวณเจริญนคร 59 ซึ่งระหว่างรอพัฒนาโครงการเต็มรูปแบบ (โรงแรมและรีเทล) จะเปิดเป็นพื้นที่สีเขียว มี Pet Park และคาเฟ่ เพื่อเป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว


นอกจากการสร้างเคเบิ้ลคาร์แล้ว AWC ยังมีแผนขยายพื้นที่โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า (รวมเป็น 240,000 ตร.ม.) เพื่อรองรับโปรเจกต์ระดับโลกอื่นๆ ที่ประกาศไปก่อนหน้า เช่น Bluedome และ Disney Avatar
การเชื่อมต่อสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกันนี้ จะเปรียบเสมือน "Gateway" ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบให้กับนักท่องเที่ยว โดยคาดการณ์ว่าโครงการจะใช้เวลาพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 3 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสรุปแบบและยื่นขอก่อสร้างภายในปีนี้ครับ

ทั้งนี้ ยังได้เดินหน้ายกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองหลวงแห่งศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างสรรค์เมกะโปรเจกต์ "MONA Bangkok" ณ ฝั่งเจริญนคร


MONA Bangkok หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแสง (Museum of Light Art) จะไม่ได้เป็นการยกพิพิธภัณฑ์จากออสเตรเลียมาจำลอง แต่เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยถอดรหัสจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ MONA มาผสมผสานกับบริบททางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศไทยอย่างลงตัว

แนวคิดหลัก คือ การใช้ "แสง" เป็นหัวใจสำคัญในการนำเสนอประสบการณ์ผ่านศิลปะอิมเมอร์ซีฟ (Immersive Art) เพื่อสะท้อนถึงแรงบันดาลใจ ความหวัง และการเชื่อมโยงผู้คน แพลตฟอร์มสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่เปิดกว้างให้ศิลปินไทยและศิลปินระดับโลกได้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อต่อยอดให้กรุงเทพฯ เติบโตสู่การเป็นศูนย์กลางศิลปะที่สำคัญของโลก ประสบการณ์รูปแบบใหม่ ต่อยอดความสำเร็จจากออสเตรเลียด้วยการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ผู้เข้าชมได้สำรวจและตีความงานศิลปะในแบบของตัวเอง เน้นความสนุกสนานและเป็นส่วนตัว

โครงการนี้จะเชื่อมต่อ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น (ฝั่งเจริญกรุง) เข้ากับ MONA Bangkok (ฝั่งเจริญนคร) อย่างไร้รอยต่อผ่าน "เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก" ซึ่งจะกลายเป็นมากกว่าระบบขนส่ง แต่คือ "ศิลปะเคลื่อนไหว" (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ ถือเป็นความยั่งยืนระดับโลก ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา


นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาเดสติเนชั่นแห่งนี้สู่ระดับโลก

เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลกที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง ทั้งด้านระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาเดสติเนชั่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมองค์ความรู้เฉพาะทางจากหลากหลายอุตสาหกรรมและจากผู้เชี่ยวชาญในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ต่างพร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับกรุงเทพมหานคร

ด้วยการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และความบันเทิงไว้ในพื้นที่เดียว เรากำลังร่วมสร้างเดสติเนชั่นที่โดดเด่น ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

นายเดวิด วอล์ช ผู้ก่อตั้ง MONAกล่าวว่า มั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ตลอด 25 ปีของ MONA มาสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ร่วมกับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของโลก
นายลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab: เตรียมนำความเป็น "DarkLab" (ผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ของ MONA เช่น เทศกาล Dark Mofo) มาตีความใหม่ให้เข้ากับวิถีชีวิตและประเพณีอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยมองว่าเป็นวิธีชมวิวโค้งน้ำที่สวยงามและช่วยเพิ่มพื้นที่ทางศิลปะให้กับเมือง ในขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าจะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่กลยุทธ์ "Value over Volume" ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ AWC ในการสร้าง "Better Future" พลิกโฉมริมน้ำเจ้าพระยาให้เป็นแลนด์มาร์คที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง