ประเด็นร้อนตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้น สุภาพร พิมพงษ์ โผล่ถือหุ้น TRUE หลายหมื่นล้านบาท และมีชื่อเกี่ยวข้องกับหุ้นใหญ่อีกหลายตัว จากการยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือรายงาน 246-2
จากบุคคลปริศนา สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เมื่อ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่าเป็นการแจ้งเท็จ และจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะมีคำถามตามมาว่า เธอคือใคร และทำไปเพื่ออะไร?
ก่อนที่ต่อมาตำรวจเศรษฐกิจ บก.ปอศ. จะให้ข้อมูลผ่านสื่อว่า คำให้การของ “สุภาพร พิมพงษ์” อ้างว่าเข้าใจผิดว่ามีหุ้นจริง หลังถูกหักเงินลงทุนเดือนละ 10,000 บาทเป็นเวลานาน จึงยื่นรายงานดังกล่าวเพื่อหวังเงินปันผล
ฟังแล้วก็อ๋อ เธอคงเข้าใจผิดจริง ๆ ไม่ใช่แก้ตัวแบบขอไปที หรือมีคนส่งบทให้
เพราะเข้าใจผิดว่ามีหุ้นอยู่จริงถึง 6 ตัว
เข้าใจผิดว่ามีหุ้นเกินสัดส่วนที่ต้องรายงาน
เข้าใจผิดนึกว่าเธอเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร
และเข้าใจผิดด้วยว่า หุ้นที่มีนั้นผ่านตัวกลางทางการเงินต่างประเทศชั้นนำหลายแห่ง เช่น UBS, Morgan Stanley, Merrill Lynch หรือ Instinet
ความเข้าใจผิดที่ทำให้เธอถลำมาไกลขนาดนี้ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ถ้าเธอไม่ฉลาดมาก ก็อาจมีคนเตรียมข้อมูลชักใยอยู่เบื้องหลัง ส่วนจะมีสติครบถ้วนหรือไม่ คงต้องให้แพทย์ยืนยันอีกที
แต่ถ้าเป็นการสวมสิทธิ์ ไม่รู้ว่าถูกนำชื่อไปใช้แอบอ้าง ก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะกว่าตำรวจเศรษฐกิจจะบอกรายละเอียด ก็มีคำสัมภาษณ์ออกมาจนไม่รู้ว่าสุภาพรตัวจริงเป็นคนไหนกันแน่
เพราะในความเป็นจริง กระบวนการยื่นและการจัดเตรียมข้อมูลเฉพาะต่าง ๆ เกี่ยวกับหลักทรัพย์ วันที่และวิธีการได้มา จำนวนหุ้น และสัดส่วนการถือครอง ต้องใช้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก
ยิ่งการอ้างอิงสถาบันการเงินชั้นนำในการได้มาของหุ้นแต่ละตัวนั้น ยิ่งตอกย้ำถึงความซับซ้อน เพราะเป็นการยกระดับชุดข้อมูลในรายงานให้มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ยากมากขึ้น และผู้ยื่นต้องมีความรู้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็มีคนจัดฉากเตรียมข้อมูลเอาไว้ให้
และถ้าคุณเข้าใจจนยื่นข้อมูลระดับนี้ได้ ก็ไม่น่าจะเข้าใจผิดว่ามีหุ้นหลายตัว มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท จากการหักเงินลงทุนเดือนละ 10,000 บาทเท่านั้น
สุดท้าย เรื่องนี้จะจบอย่างไร คงต้องรอการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าไม่มีคนเดือดร้อนจากการกระทำครั้งนี้ เชื่อว่าบทสรุปคงจะออกมาในไม่ช้า
เพราะเท่าที่ดู ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยแพร่ข่าว “สรุปแบบ 246-2 ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569” ให้นักลงทุนทั่วไปรับทราบ ก็ยังไม่มีหุ้นที่ถูกพาดพิงตัวไหนมีความเคลื่อนไหวผิดปกติแต่อย่างใด จึงยังไม่เห็น
ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการกระทำครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการสืบสวนและสรุปผลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นักลงทุนอยากรู้แล้ว ยังคาดหวังด้วยว่า ก.ล.ต. จะแก้ช่องโหว่นี้ และมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อไม่ให้เรื่องแบบนี้ “เกิดขึ้นอีก”
หรือจะรอให้เกิดซ้ำก่อน แล้วค่อยตามแก้ตามเช็ดกันอีกครั้ง ปล่อยให้นักลงทุนสับสน บริษัทที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย จนชินกันไปเอง ก็เลือกเอา