Perplexity เปิดเกมรุกนำโมเดลโอเพนซอร์สสัญชาติจีนมาปรับแต่งใหม่ ดันประสิทธิภาพเทียบโมเดลระดับแนวหน้า แต่ใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว สะท้อนกลยุทธ์การทลายข้อจำกัดพรมแดนและสงครามการค้า อาศัยช่องโหว่ของใบอนุญาตแบบเปิดกว้างเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ จับตาการผสานการทำงานระหว่างโมเดลราคาประหยัดและตัวช่วยระดับไฮเอนด์ ที่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในการบริหารจัดการต้นทุนมหาศาล ท่ามกลางการแข่งขันที่ไร้ขีดจำกัด
สมรภูมิเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ เมื่อข้อจำกัดทางการเมืองไม่เป็นอุปสรรคความคุ้มค่าทางธุรกิจ ล่าสุด Perplexity ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันพรีวิวของโมเดล GLM 5.2 ที่ผ่านกระบวนการปรับแต่งหลังการฝึก (Post-training) โดยออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานหลักภายใต้ระบบเครือข่ายตัวแทนคอมพิวเตอร์ (Computer agent harness) ของบริษัท ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบสามารถส่งมอบประสิทธิภาพการทำงานในระดับเดียวกับ Claude Opus 4.8 แต่ใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว หรือราว 0.344 เท่าของราคาปกติเท่านั้น
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการวางกลยุทธ์โดยใช้โมเดล GLM 5.2 พื้นฐานนั้นถูกพัฒนาโดย Z.ai (ชื่อเดิม Zhipu AI) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ในกรุงปักกิ่ง แม้ว่าหน่วยงานแห่งนี้จะถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ (U.S. Entity List) มาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 แต่การที่ตัวโมเดลขนาด 7.44 แสนล้านพารามิเตอร์นี้ถูกปล่อยออกมาภายใต้ใบอนุญาตแบบ MIT เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มนักพัฒนาทั่วโลกสามารถดาวน์โหลด ดัดแปลง และนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างอิสระปราศจากข้อผูกมัดทางกฎหมายข้ามแดน
การประยุกต์ใช้โมเดลดังกล่าวไม่ได้เป็นการลอกเลียนแบบ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถผ่านกระบวนการ Fine-tuning กล่าวคือ Perplexity ได้ฝึกฝนโมเดลสัญชาติจีนตัวนี้ด้วยชุดข้อมูลเฉพาะเจาะจง เพื่อให้มันเรียนรู้ทักษะที่สำคัญที่สุด นั่นคือทักษะในการประเมินศักยภาพของตนเอง โมเดล GLM 5.2 ที่ผ่านการปรับแต่งจะมาพร้อมกับเครื่องมือที่เรียกว่า Advisor tool ซึ่งทำหน้าที่คัดกรองคำสั่ง หากเป็นงานทั่วไป โมเดลจะจัดการด้วยตัวเอง แต่เมื่อใดที่เผชิญกับคำสั่งที่ซับซ้อนเกินขีดความสามารถ ระบบจะส่งต่อภารกิจนั้นไปยังโมเดลระดับแนวหน้าอย่าง Claude Opus 4.8 โดยอัตโนมัติ
ขณะที่อาราวินด์ ศรีนิวาส (Aravind Srinivas) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Perplexity ระบุว่า เมื่อนำโมเดลนี้มาจับคู่กับเครื่องมือให้คำปรึกษา ระบบจะสามารถทำงานได้ในระดับเดียวกับ Opus 4.8 ด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างมหาศาล โดยจากการทดสอบประสิทธิภาพภายในพบว่า แม้การใช้ GLM 5.2 แบบปรับแต่งพร้อมตัวช่วยจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชันปกติ ทว่าหากพึ่งพาโมเดลระดับท็อปอย่าง Opus 4.8 เพียงอย่างเดียว ต้นทุนจะพุ่งทะยานสูงขึ้นถึงราว 600 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การผสมผสานเครื่องมือทั้งสองจึงเป็นจุดสมดุลที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในเชิงธุรกิจ
ประเด็นสำคัญคือ เหตุใดจึงต้องเป็นโมเดลจากจีน ในขณะที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนมักถูกมองว่าเป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้ชนะ (Zero-sum game) ในโลกของโอเพนซอร์สกลับไม่มีพรมแดนเป็นอุปสรรค การใช้ใบอนุญาตแบบ MIT ทำให้ไม่มีสัญญา API ที่จะถูกละเมิด และไม่มีรัฐบาลใดสามารถใช้อำนาจสั่งปิดสวิตช์การเข้าถึงได้
ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 Perplexity เคยใช้กลยุทธ์ทำนองนี้มาแล้วกับ DeepSeek R1 โดยนำมาปรับแต่งใหม่เป็นรุ่น R1-1776 ซึ่งเป็นการลบหัวข้อต้องห้ามกว่า 300 ประเด็นที่รัฐบาลปักกิ่งเซ็นเซอร์ออกไป พร้อมทั้งปรับจูนให้โมเดลมีมุมมองที่เอื้อต่อค่านิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น ทว่าการเดินหมากกับ GLM 5.2 ในครั้งนี้ เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่อุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ
ขณะที่ระบบประสานงานรุ่นใหม่นี้ได้ถูกนำไปใช้งานจริงเพื่อรองรับผู้ใช้บริการหลายล้านคนแล้ว โดยทำงานอยู่บนชิปประมวลผล Nvidia B200 ภายในสหรัฐอเมริกา สิ่งที่น่าจับตาคือ ก้าวต่อไปของ Perplexity ที่เตรียมจะนำสถาปัตยกรรมเดียวกันนี้ไปปรับใช้กับ Nemotron 3 Ultra ซึ่งเป็นโมเดลโอเพนซอร์สของอเมริกา เพื่อสร้างความหลากหลายและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝั่งเดียว
โดยสรุป การเคลื่อนไหวของ Perplexity สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมในการบริหารจัดการทรัพยากร ท่ามกลางยุคที่การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์มีราคาแพงลิ่ว การรู้จักเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับระดับความซับซ้อนของงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องแข่งขันกันด้วยความกึ๋นทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางนวัตกรรม