ลองหลับตาลงสักนิด … แล้วคิดตามครับ ตั้งแต่เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า คุณขยับตัวลุกขึ้นมา หยิบแปรงสีฟัน เดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบนมมาดื่ม … รู้ไหมว่าหลายอย่างที่คุณเพิ่งสัมผัสไปเมื่อกี้ มีจุดเริ่มต้นมาจาก “สิ่งที่คุณมองไม่เห็น” ใช่แล้ว … เรากำลังพูดถึง “ก๊าซธรรมชาติ”
คนส่วนใหญ่เวลาได้ยินคำนี้มักจะนึกถึงโรงไฟฟ้า หรือไม่ก็เปลวไฟบนเตาแก๊สในครัวแต่นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น เพราะก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่ก๊าซชนิดเดียวโดด ๆ แต่มันอาจเป็นก๊าซหลายชนิดที่อยู่รวมกัน
พี่ใหญ่คือ “ก๊าซมีเทน” ที่ถูกส่งไปจุดไฟในโรงไฟฟ้า ให้เรามีแอร์ มีพัดลมใช้ แต่ก๊าซที่เหลือ ทั้ง “อีเทน” “โพรเพน” และ “บิวเทน” พวกนี้คือสารตั้งต้นที่จะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเม็ดพลาสติกเกรดสูง กลายเป็นเสื้อผ้า สมาร์ตโฟน หรือชิ้นส่วนรถยนต์ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
คำถามคือ … จากก๊าซที่มองไม่เห็น มันกลายร่างเป็นสิ่งของหลักหมื่นหลักแสนได้อย่างไร?
กุญแจสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องจักรของเศรษฐกิจไทยก็คือ “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเรานำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ไปเผาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงทรัพยากรนั้นจะมีมูลค่าเพียง 1 เท่า แต่เมื่อมันถูกส่งเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อคัดแยก และส่งต่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี มันจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล
จากมูลค่าตั้งต้น 1 เท่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า เมื่อถูกแยกเป็นก๊าซอีเทน แนฟทา เชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น มูลค่านี้จะขยับขึ้นเป็น 5 เท่า เมื่อนำไปผลิตเป็น โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ และสไตรีน เป็นต้น พุ่งไปถึง 10 เท่าเมื่อนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกเรซิน และเส้นใย และสามารถทวีคูณมูลค่าได้สูงสุดถึง 25 เท่า เมื่อมันกลายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าชนิดพิเศษต่าง ๆ ที่ส่งถึงมือพวกเรา
การตัดสินใจคัดแยกก๊าซเหล่านี้ ไม่ได้สร้างแค่สิ่งของ แต่มันคือการสร้าง “ความมั่งคั่ง” ให้กับประเทศ เม็ดเงินที่ทวีคูณขึ้นมานี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างรายได้สูงถึง แปดแสนสามหมื่นหกพันล้านบาท หรือคิดเป็น 5.2% ของ GDP ประเทศไทย มันช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านห่วงโซ่อุปทานถึง สี่แสนหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท และยังสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศได้มากถึง สี่แสนแปดหมื่นหกพันล้านบาท คิดเป็น 5.7% ของการส่งออกทั้งหมด
ตัวเลขที่ก้าวกระโดดนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการคัดแยกและส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง ถึง 10 ถึง 25 เท่าตามสายการผลิต เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรอันล้ำค่า ไปกับการเผาไหม้ ประเทศไทยได้แปรสภาพ “ทรัพยากรที่มองไม่เห็น” ให้กลายเป็นฟันเฟือง ที่ช่วยลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถ ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย จึงไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่คือวัตถุดิบสำคัญ ที่สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ