เมื่อวานนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Public-Private Partnership to Net Zero 2050” พร้อมรับมอบรางวัลเกียรติยศภาคีขับเคลื่อนก๊าซเรือนกระจกในนามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050” เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย
โดยมีนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพ โอกาสนี้ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้รับรางวัลเกียรติยศภาคีขับเคลื่อนก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ผ่านการยกระดับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) โดยการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส จนเกิดการพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและขยายการใช้งานได้จริง ถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมกันนี้ ภาครัฐพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของทุกภาคส่วน ทั้งการปรับปรุงมาตรฐาน การส่งเสริมการใช้นวัตกรรม และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเดินหน้าตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero อย่างจริงจัง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งพร้อมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ปลัดกระทรวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ผ่านเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ การรายงานข้อมูล และมาตรการด้านคาร์บอน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันมาตรฐานสากลและรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต้องควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้ประโยชน์จากคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”ปลัดกระทรวงฯ กล่าวย้ำ