ก.ล.ต. เผยพบตัว"สุภาพร พิมพงษ์" ที่ติดต่อได้และมีตัวตนจริง แจงไม่เปิดเผยเจตนารายงาน "พอร์ตลม" เพราะอยู่ระหว่างดำเนินคดี เร่งเอาผิดตามกฎ และพัฒนาระบบการคัดกรองและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีรัดกุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าขณะนี้ ก.ล.ต.พบตัว นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ แล้วซึ่งสามารถติดต่อได้ และมีตัวตนจริง แต่ขอไม่เปิดเผยเจตนารายงาน "พอร์ตทิพย์" เพราะอยู่ระหว่างดำเนินคดี ซึ่งการตรวจสอบรายงานการได้มาของทั้ง 7 รายการ 6 หลักทรัพย์ ไม่จริงทั้งหมด และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนถึงเจตนาและเบื้องหลังการกระทำดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า มีรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59(แบบ 59)โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ดังนั้น ก.ล.ต.จึงดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว เพราะระบบรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเช่นเดียวกันกับรายงานแบบ 246-2
สำหรับ การรายงานข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจทำให้ผู้อื่นสำคัญผิดในสาระสำคัญถือเป็นความผิดตาม มาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยอมรับถึงข้อจำกัดเรื่องความรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลเทียบกับการสอบทานความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม จะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปพัฒนาระบบการคัดกรองและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น TSD) ให้มีความรัดกุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
สำหรับ "สุภาพร พิมพงษ์ " พบว่าไม่ได้ถือเพียงแค่หุ้น TRUE เท่านั้น แต่ยังถือหุ้นในหุ้นอีกหลาย บจ.เมื่อปี 54 พบว่า ถือหุ้น MAJOR หรือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 9.99%
เมื่อปี 65 ถือหุ้น GJS หรือ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) เคยรายงานการถือหุ้นสูงถึง 80% เมื่อปี 65 และเมื่อปี 66 ถือหุ้น BBLหรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 5.01%, KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 5.11% และ AAV หรือ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)รายงานถือครองหลักทรัพย์แปลงสภาพ 5.33%
ทั้งนี้ จากถ้อยแถลงของ ก.ล.ต. เช้าวันนี้ แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีดังกล่าวที่มีการรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง”
เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น
สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้คือ ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก , ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน และการรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น
ในส่วนของระบบการรายงานแบบ 246-2 ก.ล.ต.จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยผู้ที่ประสงค์จะบันทึกข้อมูลในระบบต้องลงทะเบียนและระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าว และหากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน โดยภายหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องมีการรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ซึ่งระบบการรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน ในลักษณะเดียวกันกับการรายงานแบบ 246-2
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ตามกระบวนการของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ กรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
หมายเหตุ : มาตรา 302/1 ผู้ใดนำส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรแสดงในสาระสำคัญต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือสำนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท