ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ “พลังงานสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ เงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดและชี้ชะตาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ทว่าความท้าทายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ไม่ใช่เพียงการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ แต่คือการทำอย่างไรให้พลังงานสะอาดเดินทางไปถึงพื้นที่ห่างไกลที่ยังคงมีอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เพื่อลด “ความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน” การขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระดับมหภาคให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ จึงกลายเป็นโจทย์หินที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่อาจขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง
“กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน” (พพ.) กระทรวงพลังงาน และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ไทยออยล์” ผสานพลังผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ”
การจับมือกันในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามตามวาระบริหารงานทั่วไป แต่คือการผสาน “จิ๊กซอว์ระดับชาติ” ระหว่างโครงสร้างนโยบายภาครัฐและวิสัยทัศน์การยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยพลังงานภาคเอกชน เพื่อร่วมกันปลดล็อกข้อจำกัด และส่งต่อพลังงานสะอาดสู่สังคมเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง
พลังงานทดแทน เพื่อความยั่งยืนของผู้มีส่วนได้เสีย
ในมิติของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” ไทยออยล์ได้ริเริ่มโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ หรือ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม ผ่านการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2561 จนถึงปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถส่งมอบระบบโซลาร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลและโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ รวมแล้วกว่า 24 แห่ง คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งรวม 492.48 กิโลวัตต์ หากมองในเชิงตัวเลขทางการเงิน โครงการนี้สามารถลดภาระค่าไฟฟ้าของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ลงได้กว่า 4.3 ล้านบาทต่อปี และในเชิงสิ่งแวดล้อมสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
อย่างไรก็ตาม มูลค่าที่แท้จริงของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเลขความประหยัดบนแผ่นกระดาษ แต่คือการแปรเปลี่ยนผลประหยัดค่าไฟฟ้าเหล่านั้นให้กลายเป็น “โอกาสที่จับต้องได้” ของชุมชน เมื่องบประมาณที่เคยต้องจ่ายเป็นค่าพลังงาน ได้เปลี่ยนเป็นการนำไปสมทบเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พัฒนาระบบงานบริการสุขภาพ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนผ่านการสนับสนุนวัตถุดิบประกอบอาหารกลางวัน เครื่องทำน้ำแข็ง และเครื่องกรองน้ำสะอาดสำหรับนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน พลังงานทดแทนในมิตินี้จึงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองในการลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
ผสานองค์ความรู้วิศวกรรม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” แตกต่างจากการบริจาคพลังงานทางเลือกทั่วไป คือการที่ไทยออยล์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้สนับสนุนงบประมาณ แต่เป็นการส่งต่อ “องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรม” ตลอดจนความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขององค์กร เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับศักยภาพให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน
โดยทีมวิศวกรของไทยออยล์ได้ลงพื้นที่จริง ตั้งแต่การสำรวจกายภาพ ประเมินศักยภาพในการประหยัดพลังงาน และออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีความเหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ภายใต้มาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูงและความปลอดภัยที่เข้มงวด
กระบวนการส่งต่อคุณค่ายังถูกออกแบบให้ครอบคลุมไปถึงการสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองระยะยาว (Self-reliance) ผ่านการจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการใช้งานตลอดจนการดูแลรักษาระบบเบื้องต้นให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรในสถานพยาบาลและโรงเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่นำไปติดตั้งจะสามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงสุด และคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิคจากภายนอกในกรณีที่เกิดปัญหาพื้นฐาน
สร้างรากฐานความมั่นคงด้านพลังงาน
ความมั่นคงทางพลังงานในระดับจุลภาค (Micro-level Energy Security) เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่ห่างไกลกลางหุบเขาที่ระบบสายส่งหลักของประเทศยังเข้าไม่ถึง เสถียรภาพของระบบไฟฟ้าคือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตและความตาย
ไฟฟ้าที่ผลิตจากระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (รร.ตชด.) มีความหมายมากกว่าความสว่าง เพราะนั่นคือพลังงานที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำความเย็นเพื่อรักษาคุณภาพและยืดอายุการใช้งานของวัคซีนป้องกันโรค รวมถึงเปิดคอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนการสอนให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ การสร้างเสถียรภาพทางพลังงานในลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Net Zero ด้วยกลยุทธ์ 3Cs สู่ความร่วมมือระดับชาติ
เมื่อมองภาพกว้างในระดับกลยุทธ์องค์กร การดำเนินโครงการเพื่อสังคมภายนอกของไทยออยล์ มีความสอดคล้องอย่างไร้รอยต่อกับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลักและการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในองค์กร ปัจจุบันกลุ่มไทยออยล์ยกระดับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยความพยายามเร่งเป้าหมายไปสู่ Net Zero (Accelerated Net Zero Target) ภายในปี 2050 โดยแสวงหาการสนับสนุน ด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจผ่านกลยุทธ์ 3Cs ประกอบด้วย
C1: Cut Down Existing Emission ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต
C2: Compensate Residual Emission ชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่
C3: Control Future Emission ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ด้วยการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
ความมุ่งมั่นในการ Walk the Talk หรือการลงมือปฏิบัติจริงภายในองค์กร สะท้อนให้เห็นผ่านโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่าง ๆ เช่น การปรับเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ในหน่วยกลั่นน้ำมันเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดชุดแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้การันตีด้วยรางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงาน ประเภทโรงงานควบคุม จากการประกวด Thailand Energy Awards 2025 ซึ่งจัดโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) รวมถึงนำพลังงานทดแทนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ณ อาคารสำนักงานไทยออยล์ศรีราชา (TSB) และอาคารสำนักงานวิศวกรรม (EBC) จนได้รับการรับรองมาตรฐาน T-VER
จากจุดเริ่มต้นทางความสัมพันธ์และมาตรฐานการทำงานที่ยอมรับร่วมกัน ประกอบกับข้อมูลความต้องการในพื้นที่ห่างไกลเชิงลึกของ พพ. จึงนำมาสู่กรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการในครั้งนี้ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา พพ. ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนข้อมูลพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมให้คำปรึกษาเชิงวิชาการและอำนวยความสะดวกด้านการประสานงานข้อระเบียบราชการในพื้นที่ ส่งผลให้ไทยออยล์สามารถจัดสรรงบประมาณ อุปกรณ์ และบริหารจัดการโครงการได้อย่างตรงจุด ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบากในอดีต อาทิ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในเขตพื้นที่อำเภอท่าสองยาง และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก รวมถึงพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ได้รับการแนะนำและผลักดันโดย พพ. เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางพลังงานอย่างเป็นระบบ
สำหรับการก้าวต่อไปภายใต้เป้าหมายร่วมกันในปี 2569 ทั้งสองหน่วยงานพร้อมเดินหน้าขยายผลการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพิ่มเติมอีก 11 แห่ง รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 146 กิโลวัตต์ โดยจะมุ่งเน้นการ ส่งต่อพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพื้นที่อำเภอปากชม และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยพิชัย จังหวัดเลย, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอนากลาง และอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมทั้งเชื่อมโยงกลับมายังพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักขององค์กรอย่างโรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี
ความร่วมมือระหว่าง พพ. และ ไทยออยล์ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในการสร้าง “โมเดล” ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมกันขยายผลและยกระดับการเข้าถึงพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมจากฐานรากอย่างแท้จริง