ความพยายามผลักดันแผนสำรองบิทคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญอุปสรรคจากการปะทะกันเองในหมู่หน่วยงานระดับสูงของสหรัฐอเมริกา รายงานจากบลูมเบิร์กเผยให้เห็นความขัดแย้งลึกระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังในประเด็นอำนาจควบคุมกองทุนที่อาจมีมูลค่ามหาศาล เส้นตาย 180 วันที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดไว้ในคำสั่งบริหารกำลังถูกบีบรัดด้วยเกมการเมืองระหว่างหน่วยงาน ขณะที่ตลาดรอคอยความชัดเจนว่าจะมีสินทรัพย์ดิจิทัลใดบ้างที่ถูกบรรจุเข้าสู่คลังสำรองแห่งชาติ
รายงานจากบลูมเบิร์กระบุถึงความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ลงนามคำสั่งบริหารจัดตั้ง “คลังสำรองบิทคอยน์เชิงยุทธศาสตร์” กำลังติดหล่มอยู่ในวังวนข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐ หลังบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าววงในว่าเส้นตาย 180 วันสำหรับการสรุปแผนงานเริ่มสั่นคลอน ด้วยแรงเสียดทานจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังที่ช่วงชิงอำนาจควบคุมกองทุน
รายงานข่าวดังกล่าวระบุว่าโฮเวิร์ด ลุตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเดินเกมผลักดันให้กระทรวงของตนมีอำนาจเหนือการบริหารจัดการกองทุนสำรองสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเสนอให้ใช้กองทุน Exchange Stabilization Fund หรือ ESF ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลังมาเป็นเครื่องมือทางการเงินในการเข้าซื้อบิทคอยน์โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส ข้อเสนอนี้ระบุว่า ESF มีอำนาจตามกฎหมายในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา และสามารถตีความให้ครอบคลุมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้
ในอีกด้านหนึ่ง สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อต้านแนวทางดังกล่าวอย่างแข็งขัน โดยยืนกรานว่าการนำ ESF มาใช้เพื่อซื้อบิทคอยน์นั้นบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ออกแบบไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น อีกทั้งเบสเซนต์ยังยืนกรานให้กระทรวงการคลังเป็นผู้กุมบังเหียนโครงการเพียงหน่วยงานเดียวด้วยเหตุผลด้านความต่อเนื่องของนโยบายการคลัง
ต้นตอของความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่หยั่งรากลึกถึงโครงสร้างอำนาจระหว่างสองกระทรวงยักษ์ใหญ่ กระทรวงการคลังถือครองสินทรัพย์ทางการเงินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มาเนิ่นนานและมีระบบบริหารจัดการที่มั่นคง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของลุตนิกพยายามสร้างบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ลงนามในคำสั่งบริหารอีกฉบับเพื่อจัดตั้งเช่นกัน
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือเปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่า “มันคือสงครามสนามหญ้าเต็มรูปแบบ ไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และนั่นคือเหตุผลที่เส้นตายกำลังกลายเป็นปัญหา” ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงที่ว่าการประชุมระหว่างหน่วยงานหลายต่อหลายครั้งจบลงโดยไร้ฉันทามติ ส่งผลให้คณะทำงานเฉพาะกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งทรัมป์แต่งตั้งขึ้นไม่อาจสรุปข้อเสนอเป็นรูปธรรมได้ตามกำหนด
ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดคริปโต ด้วยการลงนามในคำสั่งบริหารจัดตั้งคลังสำรองบิทคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่ยึดบิทคอยน์จากคดีอาชญากรรมส่งมอบสินทรัพย์เข้ากองทุนแทนการประมูลขายทอดตลาด พร้อมทั้งมอบหมายให้ สก็อตต์ เบสเซนต์ และ โฮเวิร์ด ลุตนิก ศึกษาช่องทางการเพิ่มพูนบิทคอยน์ในคลังโดยไม่สร้างภาระแก่ผู้เสียภาษี อย่างไรก็ดีความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างสองบุคคลสำคัญได้เปลี่ยนภารกิจที่ควรเดินหน้าสู่ข้อสรุปให้กลายเป็นสนามประลองอำนาจ
ความซับซ้อนทวีคูณขึ้นอีกชั้นหนึ่งเมื่อมีการเสนอชื่อโครงการในชื่อ “Bitcoin Fort Knox” โดยแกนนำพรรครีพับลิกันบางกลุ่ม เกิดแรงเสียดทานกับฝ่ายการคลังอนุรักษนิยมที่กังวลต่อความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ผันผวนสูงแทนทองคำ ความเห็นต่างนี้ทำให้สภาคองเกรสซึ่งควรเป็นเวทีถกเถียงเชิงนโยบายกลับกลายเป็นพื้นที่ของการขุดสนามเพลาะทางการเมือง
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีตอบสนองต่อรายงานนี้อย่างมีนัยสำคัญ ราคาบิทคอยน์ร่วงลงกว่าร้อยละ 3 ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรายงานของบลูมเบิร์กถูกเผยแพร่ นักลงทุนสถาบันที่เคยคาดการณ์ว่าโครงการสำรองเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นตัวเร่งอุปสงค์มหาศาลเริ่มทบทวนสมมติฐาน เมื่อปัจจัยการเมืองภายในระบบราชการสหรัฐฯ กลายเป็นตัวแปรที่ไม่อาจละเลยได้
หากเจาะลึกลงไปในกลไกของ Exchange Stabilization Fund จะพบว่า ESF มีสินทรัพย์สุทธิกว่า 39,000 ล้านดอลลาร์ และถูกออกแบบมาเพื่อแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก การตีความให้ครอบคลุมถึงบิทคอยน์จึงเป็นประเด็นทางกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงจะถูกท้าทายในชั้นศาล เว้นเสียแต่ว่าสภาคองเกรสจะผ่านกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งในสภาวะที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำ การผลักดันกฎหมายเฉพาะด้านคริปโตก็หาใช่เรื่องง่าย
กลุ่มผู้สนับสนุนคริปโตในวอชิงตัน ดี.ซี. แสดงความวิตกอย่างเปิดเผย เพอร์รีแอนน์ บอริง (Perianne Boring) ประธานสมาคมบล็อกเชน (Chamber of Digital Commerce) กล่าวว่า “ความล่าช้าที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานคือศัตรูตัวร้ายของนวัตกรรม ถ้าฝ่ายบริหารไม่สามารถตกลงกันเองได้ สภาคองเกรสก็จะยิ่งลังเลที่จะเดินหน้าออกกฎหมายสนับสนุน”
สำหรับฝ่ายที่เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Working Group on Digital Assets ซึ่งมี เดวิด แซคส์ (David Sacks) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านปัญญาประดิษฐ์และคริปโตเป็นประธาน การที่บุคคลซึ่งทรัมป์ขนานนามว่า “ซาร์แห่งคริปโต” ยังคงนิ่งเงียบต่อข้อพิพาทนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับกำหนดการที่ร่นเข้ามาทุกขณะ หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วแซคส์มีอำนาจเพียงพอในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระดับรัฐมนตรีหรือไม่
ในอีกมุมหนึ่ง วงการวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัลมองว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างสองวิสัยทัศน์ กระทรวงพาณิชย์มองบิทคอยน์ในฐานะทรัพย์สินแห่งชาติที่ต้องบริหารเชิงพาณิชย์ โดยอาจนำไปใช้เป็นหลักประกันหรือสร้างผลตอบแทนแก่กองทุนความมั่งคั่ง ขณะที่กระทรวงการคลังมองผ่านเลนส์ของเสถียรภาพระบบการเงินและอำนาจสูงสุดในการจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศ การประนีประนอมระหว่างสองแนวทางนี้จึงเป็นโจทย์หินที่ไม่มีสูตรสำเร็จรูป
รายงานของบลูมเบิร์กยังเผยให้เห็นรายละเอียดสำคัญที่หลายฝ่ายมองข้าม กล่าวคือ มีความเป็นไปได้ที่คลังสำรองจะไม่ถูกจำกัดไว้เพียงบิทคอยน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอีเธอเรียม, โซลานา, คาร์ดาโน และ เอ็กซ์อาร์พี ซึ่งทรัมป์เคยเอ่ยถึงผ่านโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ การขยายขอบเขตเช่นนี้ย่อมเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างหน่วยงานที่ต้องประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทภายใต้กรอบกฎหมายที่แตกต่างกัน
ขณะที่เกมการเมืองยืดเยื้อ บรรดานักขุดเหมืองบิทคอยน์และผู้ประกอบการคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเสียโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเกิดขึ้นจากความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ย้อนดูคำมั่นสัญญาของทรัมป์ที่ประกาศไว้ในที่ประชุม Bitcoin 2025 ณ เมืองแนชวิลล์ว่าจะทำให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงแห่งคริปโตของโลก” จะเห็นว่าความล่าช้านี้กำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของวาทกรรมดังกล่าวอย่างช้า ๆ
โดยภาพรวม การที่โครงการสำรองบิทคอยน์เชิงยุทธศาสตร์สะดุดเพราะสงครามอำนาจภายในรัฐบาลทรัมป์เองคือบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำว่าการเมืองระบบราชการนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าเทคโนโลยีนวัตกรรมใด ๆ นักลงทุนสถาบันที่เคยประเมินว่าแผนนี้จะสำเร็จภายในไตรมาสที่สองของปี 2568 ต้องปรับมุมมองใหม่ เพราะเมื่อหน่วยงานรัฐยังฟาดฟันกันเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือสุญญากาศเชิงนโยบายที่ยาวนานเกินคาด
ในท้ายที่สุดคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นผู้ถือกุญแจห้องนิรภัยบิทคอยน์ของชาติ แต่คือสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้ามแรงเสียดทานภายในเพื่อวางรากฐานความเป็นผู้นำในระบบการเงินยุคใหม่ได้หรือไม่ การตัดสินใจในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีโลกไปอีกหลายทศวรรษ