Strategy บริษัทของไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ตัดใจขายบิทคอยน์ 3,588 เหรียญมูลค่า 216 ล้านดอลลาร์เพื่อจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์และเติมเงินสำรอง แม้ราคาบิทคอยน์ย่อตัวลงมาในช่วงนี้ แต่ Bernstein ยังคงเป้าราคาสิ้นปีที่ 150,000 ดอลลาร์ พร้อมประเมินว่า Strategy ยังไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับขายสินทรัพย์ดิจิทัลในมือ
Strategy ยื่นแบบ 8-K ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เปิดเผยว่าบริษัทขายบิทคอยน์ออกไป 2 รอบ ได้แก่ 1,363 เหรียญในราคาเฉลี่ย 59,256 ดอลลาร์ต่อเหรียญเมื่อสัปดาห์ก่อน และอีก 2,225 เหรียญในราคาเฉลี่ย 60,773 ดอลลาร์ต่อเหรียญระหว่างวันพุธถึงอาทิตย์ หลังการขายครั้งนี้ คลังบิทคอยน์ของ Strategy ลดลงเหลือ 843,775 เหรียญ
นับเป็นการขายครั้งที่สองนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนหลังจากที่ Strategy ขายบิทคอยน์ครั้งแรก 32 เหรียญซึ่งถือเป็นรายการขายที่มีนัยสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่ขายเพื่อรับรู้ขาดทุนทางภาษี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน Strategy เพิ่งประกาศกรอบการบริหารทุนฉบับใหม่ที่เปิดทางให้บริษัทขายบิทคอยน์เพื่อจ่ายเงินปันผลได้อย่างเป็นระบบ พร้อมปรับอัตราปันผลประจำปีของหุ้น STRC (Strife Perpetual Preferred Stock) ขึ้นเป็น 12% และแจ้งว่ามีเงินสำรองดอลลาร์อยู่ที่ 2,550 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงในการยื่นครั้งล่าสุด
จุดที่ต้องจับตาคือสถานะของหุ้น STRC ในตลาดก่อนเปิดทำการวันจันทร์ หุ้น STRC ซื้อขายที่ 88.70 ดอลลาร์ต่อหน่วย ต่ำกว่าราคาพาร์ที่ตั้งไว้ 100 ดอลลาร์ประมาณ 11.3% สถานการณ์ที่ราคาต่ำกว่าพาร์นี้บีบให้ Strategy ระดมทุนผ่านการออก STRC ใหม่ได้ยากขึ้น และอาจต้องปรับอัตราปันผลขึ้นอีกเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ซึ่งวนเป็นวงจรที่เพิ่มต้นทุนทางการเงินของบริษัทในระยะยาว
ทว่า Bernstein มองภาพด้วยความมั่นใจมากกว่า บทวิเคราะห์ของสถาบันระบุว่า Strategy มีเงินสดเพียงพอครอบคลุมภาระเงินปันผลและดอกเบี้ยออกไปได้ถึง 17 เดือน โดยหนี้สินรวมของบริษัทคิดเป็นเพียง 13% ของมูลค่าบิทคอยน์ที่ถือครอง และการชำระเงินต้นก้อนถัดไปราว 1,000 ล้านดอลลาร์จะครบกำหนดในไตรมาสสามของปี 2571 เท่านั้น Bernstein จึงประเมินว่าความเสี่ยงที่ Strategy จะถูกบังคับขายบิทคอยน์ยังต่ำมาก
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือมุมมองของ Bernstein ต่อบทบาทของ Strategy ในภูมิทัศน์ตลาดปัจจุบัน บริษัทระบุว่า Strategy ทำหน้าที่เป็น "แรงถ่วงดุล" ในตลาดที่กลุ่มนักขุดบิทคอยน์รายใหญ่ของสหรัฐกำลังโยกทรัพยากรไปสู่ธุรกิจ AI และขายบิทคอยน์ออกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกองทุน ETF บิทคอยน์ที่มียอดเงินไหลออกสะสมกว่า 5,500 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี 2569 Strategy จึงยังถือสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิและเป็นปัจจัยสนับสนุนอุปสงค์ที่สำคัญในภาวะที่ตลาดขาดแรงซื้อจากทิศทางอื่น Bernstein ยืนยันเป้าราคาบิทคอยน์สิ้นปีที่ 150,000 ดอลลาร์
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวนี้มีนัยยะสองด้านที่ควรชั่งน้ำหนัก ด้านหนึ่ง การที่ Strategy เดินหน้าขายบิทคอยน์เพื่อจ่ายปันผลบ่งชี้ว่าโมเดลธุรกิจกระเป๋าบิทคอยน์ระดับองค์กรเริ่มมีแรงกดดันทางการเงินจากต้นทุนโครงสร้างทุน อีกด้านหนึ่ง การที่หนี้คิดเป็นแค่ 13% ของมูลค่าหลักประกัน และมีเงินสดคุ้มอีก 17 เดือน แสดงว่าความเสี่ยงเชิงระบบจาก Strategy ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล สัญญาณที่ต้องติดตามระยะสั้นคือทิศทางของ ETF flow และพฤติกรรมราคาบิทคอยน์รอบโซน 59,000 ถึง 62,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นแนวที่ Strategy เพิ่งขายออกมา