ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลกด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 700 ล้านคน การขยายตัวของGDPโตต่อเนื่องท่ามกลางผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สำคัญอาเซียนเป็นภูมิภาคที่เป็นกลาง ( Neutral zone )เป็นจุดได้เปรียบ ทำให้แต่ละปีมีเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ(FDI)หลั่งไหลสู่อาเซียนมากกว่า 2.2 แสนล้านบาท
แม้ว่าต้นปี2569 โลกต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงานจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าจะมีการเจรจาสงบศึก แต่สันติภาพยังคงเปราะบางอยู่ ส่วนราคาน้ำมันดิบปรับลดลงใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางแม้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หากพิจารณาแล้ว แม้ว่าเรือขนส่งน้ำมันดิบจะไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แต่ไม่เดือดร้อนหรือเกิดไฟฟ้าดับ เกิดจากหลายประเทศมีการนำน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมาใช้ในช่วงสงครามอิหร่านมากกว่า 400 ล้านบาร์เรล หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไปจนถึงสิ้นไตรมาส 3ของปีนี้ ก็อาจจะได้เห็นราคาน้ำมันกลับมาผันผวนขยับไปในทิศทางที่สูงขึ้นได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ของอาเซียนในปี2569 ขยายตัวที่ระดับ 4.7% ขณะที่ประเทศไทยคาดGDPโตเพียง 1.8% ขณะที่ผู้เล่นอย่างจีนกำลังรุกคืบเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอาเซียนด้วยต้นทุนสินค้าราคาถูก ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าแทรกอยู่ทั่วในตลาดอาเซียน ทำให้เกิดความกังวลว่าอนาคตภาคอุตสาหกรรมในอาเซียนอาจจะเหมือนสหภาพยุโรปที่ถูกสินค้าจีนตีตลาด ทำให้ภาคอุตสาหกรรมย่ำแย่
ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจยังเติบโตต่อไปในระยะยาว จำเป็นต้องมีการปรับตัวเร็ว ยืดหยุ่นสูงที่สำคัญต้องสร้างขีดความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่องโดยการนำ Robotics & AI มาใช้ รวมทั้งภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการรวมกลุ่มประเทศเพื่อสร้างฐานผลิตขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคเพื่อขายในภูมิภาคและส่งออกด้วยต้นทุนต่ำ ควบคู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเทียบได้กับอินเดีย และแอฟริกา การรวมพลังในกลุ่มประเทศอาเซียนนับวันจะมีความสำคัญและจำเป็น เห็นได้จากนายโต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการใน เมื่อวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยเลือกไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เขาเดินทางเยือนหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีของเวียดนาม หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปเยือนเวียดนามเช่นกัน เป็นส่งสัญญาณการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันภายในอาเซียนจะเพิ่มมากขึ้น โดยปี2567 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกันเองมากถึง 8.23 แสนล้านบาท สูงกว่าการค้าระหว่างอาเซียนกับยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
อ้าแขนรับทุนจีนเสริมแกร่ง
สำหรับบริษัทเอกชนไทยที่จับตาที่สุดคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) ภายใต้การนำทัพของ "ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ออกมาประกาศขับเคลื่อนแผนการบริหารทรัพย์สินและโครงสร้างการลงทุนในอาเซียนครั้งใหญ่ อาศัยจุดแข็งของแต่ละประเทศในอาเซียนมาสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ พร้อมปลดล็อกกรอบเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า "Regional Optimization" หรือการบริหารจัดการทรัพยากรในภูมิภาคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันปรับMindset จากเดิมที่มุ่งท้าชนสินค้าจีน แต่สุดท้ายเมื่อไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ จึงเปลี่ยนมาอ้าแขนรับ“จีน” มาเป็นพันธมิตรร่วมทุน โดยพร้อมจับมือเป็นพันธมิตรในทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ พลังงานสะอาด เป็นต้น รวมทั้งไม่ปิดกั้นการลงทุนเฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่เปิดกว้างการลงทุนในกลุ่มประเทศในอาเซียนทั้งเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งSCC มีฐานการผลิตอยู่ใน 3ประเทศดังกล่าวคิดเป็น 70%ของประชากรในอาเซียน
เปรียบเทียบจุดแข็งของประเทศในอาเซียน พบว่าประเทศอินโดนีเซีย มีความได้เปรียบเรื่องราคาพลังงานที่ถูก มีเหมืองถ่านหินเอง ดังนั้นการตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่ต้องใช้พลังงานสูงป้อนตลาดในอาเซียนจะมีความเหมาะสม อาทิ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ส่วนเวียดนามมีการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ครอบคลุมทั่วโลก และมีค่าแรงที่ยังแข่งขันได้ ทำเลที่ตั้งติดทะเลจึงเหมาะแก่การเป็นฐานผลิตส่งออก อาทิ โรงงานผลิตปูนคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้างอย่างกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ฯลฯ ขณะที่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีใหม่ทำได้ดี และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่GDPโตต่ำ ดังนั้นการนำอินโนเวชั่นจากไทยไปใช้ในประเทศอื่นในอาเซียนที่มีGDPโตสูงกว่าน่าจะทางเลือกที่เหมาะสม
นายธรรมศักดิ์ ย้ำว่า เราต้องเปลี่ยน Mindset “ไม่กลัวจีน” และพร้อมอ้าแขนรับพันธมิตรใหม่อย่างจีน ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งพันธมิตรเดิมอย่างญี่ปุ่น ที่ยังมีการร่วมทุนอยู่ การร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่อย่างจีนในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อเติบโตร่วมกันขยายตลาดในอาเซียน รวมถึงส่งออกไปยังจีนและแอฟริกา โดยSCC วางเป้าหมายใน5-10ปีข้างหน้า รายได้จากการทำตลาดในจีนมีสัดส่วนไม่เกิน 10%ของรายได้รวม จากปัจจุบัน 2% เนื่องจากตลาดจีนมีการแข่งขันรุนแรงและมาร์จินต่ำ ปัจจุบัน บริษัทมีธุรกิจอยู่ในจีนอยู่บ้าง รวมทั้งการส่งสินค้าไปขายในจีนเพื่อชิมลางประเมินตัวเองว่าแข่งขันสู้จีนไหวไหม
ขณะเดียวกัน ในช่วง 3ปีนี้จะเห็นกลุ่มทุนจีนที่ดีหรือ(จีนขาว)จะขยายการลงทุนในต่างประเทศ จึงเป็นจังหวะที่ดีในการคว้าโอกาสนี้ไว้ จึงมอบนโยบายให้ผู้บริหารเบอร์หนึ่งในแต่ละกลุ่มธุรกิจของเครือฯ ต้องบินไปจีนอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง เพื่อเจรจาดึงพันธมิตร”จีนขาว”ที่มีศักยภาพ ต้องการลงทุนระยะยาวและมีแนวคิดเหมือนSCC มาร่วมลงทุนในอาเซียน ขณะเดียวกันส่งเสริมให้ทุนเรียนที่จีน และเปิดรับพนักงานที่พูดจีนได้ เป็นต้น โดยบริษัทคาดหวังว่าจะเห็นความชัดเจนการร่วมทุนกับจีนภายใน1-2ปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ใน3-5ปีข้างหน้า
วางกลยุทธ์ รับมือกฎกติกาแข่งขันใหม่
จากความท้าทายสำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผันผวนของราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาเซียน
เพื่อรับมือกับกฎกติกาการแข่งขันใหม่ SCC ต้องเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งในทุกมิติ โดยกำหนดกลยุทธ์ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว ดังนี้
ระยะเร่งด่วน (ทำทันที) สร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการบริหารความเสี่ยงพลังงานและวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงและหลากหลาย บริหารความผันผวนวัตถุดิบเชิงรุก ยกระดับการตอบสนองลูกค้า , เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนผ่านระบบขนส่งด้วยEV และการรักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง โดยคงระดับหนี้สินต่ำ และบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม ยังเป็นการบริหารงานอยู่ในกรอบ
โดยบริษัทมี Adjusted Cash EBITDA ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตั้งเป้าปีนี้ มีEBITDA มากกว่า 55,000หมื่นล้านบาท
ระยะกลาง ภายใน 2 ปี (ปี 2569 - 2570) สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เน้นการเชื่อมโยงศักยภาพการดำเนินงานระดับภูมิภาค (ASEAN Scale) ผ่านการประยุกต์ใช้ Robotics & AI และเทคโนโลยีดิจิทัล SCCเริ่มขยับออกนอกกรอบ พร้อมเร่งโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ที่คาดว่าจะก่อสร้างและผลิตเชิงพาณิชย์(COD)เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ในปลายปี2570
ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่างบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล ( PTTGC )และบมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC ) ทำให้มีขนาดที่ใหญ่ระดับโลก แข่งขันกับจีนได้อย่างสูสีด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ คาดว่าจะมีความชัดเจนในการร่วมทุนไตรมาส 3/2569 แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไปยังภาครัฐ ไม่อยากให้มองการร่วมทุนของ SCGC กับPTTGCจะเป็นการผูกขาดตลาด แต่เป็นการทำเพื่อให้ธุรกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้ในตลาดโลก เนื่องจากต่างประเทศก็มีการควบรวมกันของบริษัทยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีทั้งเกาหลีและญี่ปุ่นโดยรัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เกิดขึ้นเพื่อให้มีขนาดใหญ่แข่งขันกับจีนให้ได้ หากปล่อยให้ต่างคนต่างสู้ก็คงไม่รอด สุดท้ายต้องปิดตัว ไม่ต่างจากฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีอุตฯปิโตรเคมี ต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกทั้งหมด ยิ่งช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงมากแถมยังขาดแคลนหนัก ส่งกระทบหนักต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศ
สำหรับระยะยาว ช่วง 3-5ปี (ปี 2569 เป็นต้นไป) เป็นการสร้างกรอบใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจแห่งอนาคต การลงทุนในพลังงานสะอาด อาทิ โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR )ที่บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโดยเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าSMR ที่เป็นพลังงานสะอาด และสร้างความมั่นคงด้านด้านไฟฟ้าและลดการนำเข้าLNGที่มีราคาสูงมาผลิตไฟฟ้า ล่าสุดโครงการSMRถูกกำหนดในร่างแผนPDP2026 เพียงแต่ช่วงนี้รัฐให้ความสำคัญในการปรับปรุงระบบสายส่ง ลงทุนSmart Grid รองรับการลงทุนกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ , ทุ่มการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth"ที่ฐานการผลิตทั้งหมดในอาเซียนจะถูกเปลี่ยนผ่านให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสอดรับกับมาตรการการค้าโลก
ปี71 SCGCโตก้าวกระโดด
สำหรับกรณีที่ SCGC ลดสัดส่วนการถือหุ้นสามัญใน PT Chandra Asri Pacific Tbk หรือ CAP ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (Indonesia Stock Exchange: IDX) โดยขายหุ้น 14.86% มูลค่ารวม 24,900 ล้านบาท ภายหลังการจำหน่ายเงินลงทุนไปจะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 15.71% โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้โครงการอีเทนใน LSP ที่เวียดนาม ราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 8 พันล้านบาทจะนำไปลดหนี้ ทำให้ภาระทางการเงินลดลงในช่วงที่เงินเฟ้อทะยานสูงขึ้น
SCGC เร่งรัดเดินหน้าโครงการอีเทน โดยมีการสั่งหยุดผลิตในโครงการLSP ชั่วคราวหลังขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทามาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิมในปลายปีหน้าเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ปี2571 SCC กลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและโตอย่างก้าวกระโดด
แนะแยกปัญหาเป็นกลุ่ม ง่ายต่อการแก้ไข
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทักได้รับการสอบถามแนวทางการปรับตัวของSCC ท่ามกลางความท้าทายต่างๆที่รุนแรงขึ้น บริษัทเห็นว่าภายใต้ปัญหาหรือวิกฤตล้วนมีโอกาส เปรียบเหมือนเหรียญย่อมมี 2ด้านเสมอ แต่ละปัญหาก็มีแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกันไป จำเป็นที่ต้องแยกแยะความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นออกเป็นกลุ่ม เพื่อง่ายต่อจัดการและเห็นโอกาส ขอสรุปดังนี้
อาทิ ปัญหาแบบ Black Swan (ทฤษฎีหงส์ดำ) คือ ความเสี่ยงหรือปัญหาที่คาดไม่ถึง เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในวงกว้าง อาทิ ความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามโลก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ดังนั้น แนวทางรับมือของSCC ต้องมั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น บริษัทฯย่อมได้รับผลกระทบแต่ไม่ล้ม แต่ไม่ใช่จะวางแผนแก้ไขปัญหานี้ทั้ง 100%
แต่ที่น่ากังวลคือ ปัญหาแบบGray Rhino เป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน กำลังพุ่งเข้ามาหาเราตรงๆ แต่เรากลับละเลย ปัญหานี้มักมีสัญญาณเตือนมาเนิ่นนานและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดแล้วจะสร้างความเสียหายร้ายแรง อาทิ สินค้าจีนล้นตลาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ AI ตัวอย่างที่เห็นแล้ว ซึ่งเศรษฐกิจยุโรปที่ย่ำแย่ในช่วงนี้เกิดจากสินค้าจีน เมื่อ2ปีก่อน ไทยเคยกังวลสินค้าจีนเข้ากินโควต้าการส่งออกของไทย แต่ขณะนี้เริ่มไม่มีใครพูดถึง ไม่ได้ให้ความสำคัญ ทั้งๆที่ปัญหาดังกล่าวยังคงอยู่แต่ไม่เร่งแก้ไข รอจนสุดท้ายระเบิดออกมา แก้ไขลำบาก ดังนั้นSCCจะวางแผนรับมือความเสี่ยงเหล่านี้มั่นใจว่ามาแน่3-5ปีข้างหน้า
ปัญหาแบบElephant in the room เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนรู้ดีว่ามีอยู่และเห็นได้ชัดเจน แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงหรืออยากหยิบยกขึ้นมาถกเถียง เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หรืออาจนำไปสู่ความขัดแย้ง อาทิ เศรษฐกิจชะลอตัว สังคมสูงวัย ซึ่งผลกระทบต่อSCCไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ล้ม แต่ก็ส่งผลทำให้บริษัทโตช้าลงได้
และปัญหาแบบBlack Jellyfish (แมงกะพรุนดำ) เป็นวิกฤตที่เกิดจากการมองโลกแบบแยกส่วน ทำให้มองไม่เห็นความเชื่อมโยงซับซ้อน ปัญหาเหล่านี้มักซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ มองเห็นยาก และขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาทิ ปัญหาเงินเฟ้อ เมื่อได้รับผลกระทบไม่ทำให้ล้ม
ดังนั้นธุรกิจหรือเอสเอ็มอี อยากให้ลองนำความเสี่ยงทั้งหมดมาแยกแยะ จัดเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกในการวางแผนรับมือ โดยไม่ต้องกังวลปัญหาแบบ Black Swan มากนัก แต่ควรกังวลปัญหาแบบ Gray Rhino เช่นสินค้าจีนมีคุณภาพและราคาถูกเข้ามาตีตลาดทำให้อุตฯในประเทศต้องปรับตัว โดยการนำเทคโนโลยี Robotic &AIมาใช้เพื่อลดต้นทุน หรือการควบรวมกิจการอาจะเป็นอนวทางหนึ่งในการสร้างขนาดให้ใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ รวมไปถึงการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมNew S-Curve แต่หากไม่เร่งปรับตัวให้ทันท่วงที จะเห็นการทยอยปิดตัวของธุรกิจไทยเมื่อไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้