xs
xsm
sm
md
lg

Binance เจอวิกฤติเงินทุนไหลออกพันล้าน เหตุนักลงทุนหวั่นกฎ MiCA ยุโรป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Binance กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมทางสภาพคล่องครั้งสำคัญ หลังตัวเลขเงินทุนไหลออกสุทธิรายสัปดาห์พุ่งกระฉูดแตะ 1.23 พันล้านดอลลาร์ สอดรับกับยอดถอนเหรียญ Ethereum ที่ทะยานทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพความระมัดระวังของนักลงทุนต่อกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับใหม่ของยุโรป หรือ MiCA ผสมผสานกับพฤติกรรมการดึงสภาพคล่องเพื่อสะสมเหรียญระยะยาว ท่ามกลางภาวะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวมกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง

ข้อมูลเจาะลึกจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชน DefiLlama เมื่อสัปดาห์ที่เริ่มต้นในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ชี้ให้เห็นถึงสภาวะเลือดไหลออกอย่างหนักของ Binance โดยกระดานเทรดแห่งนี้มียอดเงินทุนไหลออกสุทธิสูงถึง 1.23 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอัตราเร่งที่พุ่งแรงกว่าร้อยละ 207 เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่สูญเสียเม็ดเงินไปราว 400 ล้านดอลลาร์ เป็นผลให้ยอดรวมเงินทุนไหลออกสุทธิประจำเดือนทะลุระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อย

ประเด็นสำคัญคือ แรงขับเคลื่อนหลักที่เร่งปฏิกิริยาดังกล่าวมาจากฝั่งของ Ethereum ดาร์กฟอสต์ (Darkfost) นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ธุรกรรมการถอน Ethereum บนกระดานเทรด Binance ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 โดยสร้างสถิติมีธุรกรรมการถอนสูงกว่า 166,000 รายการภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น

ที่มา: CryptoQuant
สำหรับปัจจัยเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินมหาศาลครั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าเกิดจากกลไกสองส่วนที่ทำงานประสานกัน กล่าวคือ ประการแรกคือความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางกฎหมาย อันสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหภาพยุโรป หรือ MiCA (Markets in Crypto-Assets) ที่กดดันให้นักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ต้องปรับพอร์ตระยะสั้นเพื่อบริหารความเสี่ยง

ในอีกมุมหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้ยังถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงพฤติกรรมการสะสมสินทรัพย์ระยะยาวของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ด้วยเช่นกัน การแห่ถอนเหรียญออกจากศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์สะท้อนถึงความต้องการถือครองที่แท้จริง โดยเฉพาะการพุ่งเป้าเข้าเก็บของบริเวณฐานราคา 1,500 ดอลลาร์ นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงบนกระดานเทรดเพื่อโอนเหรียญเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ส่วนตัว ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักจะนำไปสู่การกักตุนเพื่อหวังผลระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงการเทขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

สิ่งที่น่าจับตาคือ แม้จะเกิดกระแสเงินไหลออกอย่างรุนแรง ทว่าภาพรวมด้านราคาของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับแสดงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน ข้อมูลอ้างอิงจากแพลตฟอร์ม Coingecko ระบุว่า ราคาของ Ethereum สามารถปรับตัวพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 12.5 ตลอดช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา โดยขยับมาซื้อขายอยู่ที่ 1,766 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน พี่ใหญ่ของวงการอย่าง บิทคอยน์ ก็รับอานิสงส์ปรับตัวบวกเพิ่มร้อยละ 4.3 ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นไปยืนหยัดเหนือระดับ 62,925 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง

ห้าอันดับแรกของตลาดแลกเปลี่ยนที่มีปริมาณการซื้อขายสุทธิรายสัปดาห์สูงสุด ที่มา: DefiLlama
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาโครงสร้างตลาดในวงกว้าง ภาวะเงินทุนไหลออกไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่ Binance เท่านั้น กระดานเทรดชั้นนำรายอื่นๆ ต่างก็เผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Bitfinex ที่มียอดเงินไหลออก 407.5 ล้านดอลลาร์ ถัดมาคือ Gate ที่สูญเสียเม็ดเงินราว 214.3 ล้านดอลลาร์ ตลอดจน OKX และ Bybit ที่มีรายงานเงินทุนไหลออก 87.1 ล้านดอลลาร์ และ 78.4 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ในทางตรงกันข้าม กระแสเงินทุนที่ไหลออกจากยักษ์ใหญ่กลับกลายเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างโอกาสให้กับแพลตฟอร์มบางแห่ง โดย Crypto.com และ HashKey Exchange ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการกวาดเม็ดเงินเข้าพอร์ต ด้วยยอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 63 ล้านดอลลาร์ และ 53.3 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ พร้อมกันนี้ยังมีกระดานเทรดทางเลือกอื่นๆ ที่ได้รับอานิสงส์รวบรวมสภาพคล่องเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็น KuCoin ที่ 22.1 ล้านดอลลาร์, Gemini 17.4 ล้านดอลลาร์ และ Bitvavo ที่ 15.8 ล้านดอลลาร์

กล่าวโดยสรุป การจัดระเบียบโครงสร้างเงินทุนระลอกใหม่ในอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งนี้ ไม่ใช่สัญญาณแห่งความถดถอยหรือการเทขายหนีตาย หากแต่เป็นการจัดสรรสภาพคล่องครั้งใหญ่เพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางกฎหมายที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน ต้องติดตามว่าการกระจายตัวของเม็ดเงินออกจาก Binance ไปสู่กระดานเทรดอื่นๆ ควบคู่ไปกับการกักตุนเหรียญในลักษณะการลงทุนระยะยาว จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่จุดชนวนตลาดกระทิงรอบใหม่ได้หรือไม่ในอนาคตอันใกล้