หลังจากแพลตฟอร์ม Shopee ออกมาประกาศสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้า 500 ล้านบาท ‘ภาวุธ’ อดีตเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ ออกมาเผยถึงเบื้องหลังการสนับสนุนครั้งนี้ พร้อมแนวทางที่ร้านค้า และภาครัฐควรขยับเพื่อต่อสู้กับการครองตลาดของแพลตฟอร์มต่างชาติ
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุผ่าน Facebook วิเคราะห์เบื้องหลังกรณีที่ผู้บริหารของ Shopee เข้าพบรัฐบาลไทย พร้อมประกาศทุ่มงบ 500 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือ SME ไทย
โดยนายภาวุธชี้ให้เห็นว่า ฉากหน้าที่ดูสวยหรูนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียง "งบการตลาดเปลี่ยนป้าย" และเป็นเกราะกันกระสุนทางการเมือง ในขณะที่หลังบ้านกลับมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างโหดร้าย จนบิดเบือนกลไกตลาดและสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทย
เบื้องหลังข้อมูลหลังบ้านของร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมรวม (ค่าบริการขาย + ค่าชำระเงิน) ปรับตัวสูงขึ้นจากขั้นต่ำ 18.19% เพิ่มขึ้นเป็น 28.82% ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของราคาขายสินค้า ยังเป็นการบีบร้านค้าให้ขึ้นราคา เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10% นี้ ทำให้ร้านค้าจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าหน้าแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% เพื่อไม่ให้ขาดทุน
พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เกิดขึ้นหลังจากแพลตฟอร์มนำเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บเพิ่มจากร้านค้า ไปแจกเป็นโค้ดส่วนลดให้ผู้ซื้อเฉลี่ย 25% จนทำให้ปัจจุบัน 98% ของออเดอร์ทั้งหมดต้องใช้โค้ดลดราคา กลายเป็นวงจรที่ว่า "ไม่มีโค้ด คนไม่ซื้อ"
เมื่อร้านค้าขึ้นราคาหนีค่าธรรมเนียม แพลตฟอร์มนำเงินไปแจกโค้ด ผู้บริโภคเสพติดโค้ด ราคาสินค้าเฟ้อเกินจริง โดยที่คนคุมเกมและได้ประโยชน์สูงสุดคือแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ร้านค้าหรือผู้บริโภค และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติทั้งหมด
ย้อนกลับมาดูที่มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ 500 ล้านบาทของ Shopee เมื่อนำมาหารเฉลี่ยกับร้านค้าที่มีอยู่ 1.2 ล้านราย เป็นเวลา 6 เดือน จะตกเฉลี่ยช่วยเหลือได้เพียงร้านละไม่กี่สิบบาทต่อเดือนเท่านั้น ซ้ำยังมีเงื่อนไขเว้นค่าธรรมเนียมแค่ 10 ออเดอร์แรกเฉพาะร้านที่มียอดขายต่ำกว่าหมื่นบาท ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้
ทางรอดร้านค้าไทย และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างทุนต่างชาติกินรวบและช่วยให้ผู้ประกอบการไทยอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ภาวุธ ได้เสนอแนวทางทั้งในส่วนของภาครัฐ และตัวปรับตัวของผู้ประกอบการ เริ่มตั้งแต่ร้านค้าต้องเลิกฝากชีวิตไว้กับ Marketplace ยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากกติกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามใจแพลตฟอร์ม
ขณะเดียวกัน ร้านค้าควรสร้างเว็บไซต์ หรือระดมยอดขายผ่านช่องทางที่ควบคุมเองได้ควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและไม่ต้องถูกหักค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูง
ในฝั่งของรัฐบาล เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติเดินสายเข้าพบ รัฐบาลต้องเป็นผู้ตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่เป็นเพียงประธานเปิดงาน ผ่านการผลักดันการส่งออก ยกระดับโปรแกรม Shopee International Platform ให้เป็นวาระแห่งชาติ เปิด "Thailand Pavilion" ในประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์) และให้อัลกอริทึมดันสินค้าไทยอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังสามารถขอเงื่อนไข Zero-Fee (ฟรีค่าธรรมเนียม) เป็นเวลา 1 ปี สำหรับร้านค้าไทยที่ขยายตลาดไปต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเป็นผู้ส่งออกดิจิทัล และนำเรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียมมาอยู่บนโต๊ะเจรจา โดยต้องมีการแจ้งล่วงหน้าในเวลาที่นานพอ และมีการกำหนด "เพดานค่าธรรมเนียม" ที่ชัดเจน ไม่ใช่ปรับขึ้นปีละหลายรอบ
ที่สำคัญคือรัฐต้องผู้ประกอบการทุกราย ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok, Meta, LINE มาอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คุมสินค้านำเข้าให้ได้มาตรฐาน (มอก./อย.) และต้องไม่ลืมสนับสนุนแพลตฟอร์มของคนไทยผ่านสมาคม E-Commerce เพื่อสร้างดุลอำนาจในตลาด
“การช่วย 500 ล้านด้วยมือซ้าย แล้วขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบ 10% ด้วยมือขวา" เป็นสิ่งที่ไม่สมดุล รัฐบาลไทยต้องไม่ยอมให้ทุนต่างชาติใช้เงินเศษเสี้ยวมาซื้อสิทธิ์กินรวบเศรษฐกิจดิจิทัล