ข้าวแต๋น เมนูพื้นบ้านไทย ที่ถูกยกให้เป็นของฝากชื่อดังในหลายจังหวัดของภาคเหนือ และด้วยประเทศไทย เป็นเมืองท่องเที่ยวทำให้ข้าวแต๋นในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคนไทยเท่านั้น แต่ข้าวแต๋น ได้ขึ้นแท่นกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยมที่ต่างชาติ ไม่เฉพาะแค่คนเอเชีย แม้แต่คนยุโรป หรือ อเมริกาที่มาเที่ยวภาคเหนือของไทย ต่างก็ชื่นชอบข้าวแต๋น และซื้อไปเป็นของฝากจากประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เป็นที่มาของ ข้าวแต๋นโกอินเตอร์ ที่กำลังจะกลายเป็น แอดเวอร์ไทเซ่อร์เสิร์ฟลูกค้าโรงแรมชั้นนำของอเมริกา และอังกฤษ
ที่มาข้าวแต๋นโกอินเตอร์ “เอ็นพี สแนคเอ็นเทอร์ไพรซ์”
นายอนุวัฒน์ เศรษฐเจริญกิจ เจ้าของ บริษัท เอ็นพี สแนคเอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด เล่าว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจทำโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายขนมพื้นบ้าน เช่น ข้าวแต๋น ทองม้วน และขนมอื่นๆ อีกกว่า 20 ชนิด โรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้แบรนด์ “หนุ่มของฝาก” โดยธุรกิจนี้ เราทำมาตั้งแต่รุ่น พ่อ (คุณนรากรณ์ เพชรแพง) และคุณแม่ ( ศุภวรรณ เพชรแพง) นับถึงตอนนี้ก็ผ่านมากว่า 20 ปี ส่วนตัวเอง เพิ่งเข้ามาดูแลกิจการต่อ เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา ส่วนชื่อแบรนด์ “หนุ่มของฝาก” ก็เป็นชื่อเล่นของคุณพ่อ แม่ก็เอาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ มาจนถึงทุกวันนี้
โดยจุดเริ่มต้น “หนุ่มของฝาก” มาจาก คุณแม่ซึ่งเป็นแม่บ้าน คุณพ่อรับราชการ และด้วยความที่แม่ต้องการหารายได้เสริม ก็เลยทำข้าวแต๋น และทองม้วน มาส่งขายตามร้านโชว์ห่วย และร้านขายของฝาก และกิจการไปได้ด้วยดี แม่ก็เลยขยายมีขนมชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย คุกกี้สิงคโปร์ นางเล็ต ข้าวตั้ง เป็นต้น เดิมแม่เน้นฝากขายตามร้านขายของชำ ตามหมู่บ้าน จากทำเล็กในบ้าน ก็ค่อยขยายเติบโตไปตามร้านต่างทั่วจังหวัดพิษณุโลก และใกล้เคียง จากทำเล็กหลังบ้าน ก็ต่อยอดมาทำเป็นโรงงาน ปัจจุบันมีขนมกว่า 20 ชนิด ที่บรรจุในถุงพลาสติกใส และใส่กระปุกฝาสีแดงที่พบเห็นได้ตามร้านของชำ และร้านขายของฝากนักท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีทั้งขนมที่เราผลิตเอง ที่โรงงาน และ ขนมที่รับมาบรรจุ ส่งต่อให้ตัวแทนนำไปกระจายตามร้านขายของฝาก และ ร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศ
เน้นทำตลาดแบบขายส่งให้ตัวแทน พ่อค้าแม่ค้า ไปขายต่อ
สำหรับสินค้าที่เป็นไฮไลท์ ของเรา คือ ข้าวแต๋น ที่เป็นแผ่นยังไม่ได้ทอด ลูกค้าจะซื้อไปทอดเอง โดยราคาขายส่งปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท และมีขนมอื่นๆ ทองม้วน หรือ คุกกี้ สิงคโปร์ ลูกค้าซื้อเป็นกิโล และนำไปบรรจุเอง ราคาขนมเริ่มกิโลละ 120 บาท ไปจนถึง 150 บาท แต่จะมีลูกค้าบางรายก็จะซื้อที่บรรจุแล้ว เราก็มีเช่นกัน ขายเป็นกระปุกฝาแดง ลูกค้ารับไปจำหน่ายต่อได้เลย ในราคาขายส่งเช่นกัน
ในส่วนของยอดขายต่อเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1ล้าน ถึง 2 ล้านบาท ในแต่ละปีจะมีขนมตัวใหม่ออกมา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้า แม่ค้า รับไปจำหน่ายต่อ สัดส่วนลูกค้าที่มาซื้อที่โรงงาน ส่วนใหญ่ตัวแทนที่มารับไปขายต่อ มาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ขายปลีกให้คนทั่วๆไปรับไปขายต่อ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
เตรียมนำข้าวแต๋น โกอินเตอร์
เมนูแอดเว่อรไทเซ่อร์ โรงแรมชั้นนำ
นายอนุวัฒน์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ได้มีการนำตัวผลิตภัณฑ์ข้าวแต๋นอบแห้ง ที่เป็นแผ่นยังไม่ได้ทอดไปนำเสนอกับลูกค้าในต่างประเทศ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าในหลายประเทศ ชื่นชอบ และที่ดิวกันใกล้จบ เตรียมส่ง ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ ซึ่งได้นำข้าวแต๋นของเราไปทอดและทดลองเสิร์ฟให้กับลูกค้าในโรงแรม เป็นแอดเวอร์ไทเซอร์ และลูกค้าชื่นชอบ หลังจากนั้น ก็ได้มีการติดต่อสั่งออเดอร์เข้าจากทั้งสองประเทศ แต่ก็ได้ชะลอไปในช่วงเกิดสงครามสหรัฐ และอิหร่าน ทำให้หยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง แต่ล่าสุดได้มีการพูดคุยกัน และคาดว่าจะได้มีการส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลต่อยอดขายของเราอยู่พอสมควร เรียกว่า ในปีนี้ เราขอแค่ประคองกิจการให้ยอดขายไม่ลดลง ก็พอ คงไม่ได้หวังการเติบโตมากนัก ซึ่งในส่วนของออเดอร์ ตลาดต่างประเทศ ที่เราได้มาช่วงเริ่มต้นยังไม่ได้เยอะมาก เพียงแค่ ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวมทั้งหมดของเรา
ส่วนตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงที่ผ่านมา ส่งไปประเทศลาว แต่ตอนนี้ หยุดส่งก่อน เพราะค่าเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอด ทำให้สินค้าของเราแพงไป ก็ขายไม่ได้ และจากการที่ค่าเงินลาวไม่คงที ส่งผลให้ที่ผ่านมาเราขาดทุนหลายครั้งในช่วงที่เราไปแลกเงินบาท ก็เลยคิดว่าจะหยุดทำตลาดที่ประเทศลาวไปก่อน รอดูค่าเงินของลาว ให้กลับมามีเสถียรภาพมากกว่านี้ ก็คงจะได้ค้าขายกันอีก ในอนาคต
ผลกระทบราคาน้ำมันทำให้ปรับราคาสินค้า
ทั้งนี้ ส่วนของราคาในประเทศไทย ปีนี้ จากผลกระทบจากราคาน้ำมันทำให้สินค้าหลายตัวที่เป็นวัตถุดิบ ของใช้ที่ต้องใช้มีการปรับตัวสูงขึ้น ได้มีการปรับราคาสินค้าขึ้นไปประมาณ 2 รอบ แต่ก็เป็นการปรับขึ้นแค่ 1-2 บาท ไม่ได้เยอะ ลูกค้าก็ยังรับได้ ซึ่งถ้าไม่ปรับ เราก็จะขาดทุนได้ เพราะเราเป็นโรงงานเน้นขายส่ง บวกกำไรไม่เยอะตั้งแต่แรก และการแข่งขันสูง ถ้าขายแพงก็จะขายยาก
นายอนุวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้ลูกค้ามาจากที่เป็นลูกค้าเก่าสมัยที่แม่ทำ และมาได้ลูกค้าใหม่จากการทำตลาดในช่องทางออนไลน์ มากขึ้นในยุคที่ผมเข้ามาดูแลกิจการ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น อย่างในจังหวัดพิษณุโลกมีตัวแทนจำหน่าย ที่รับสินค้าไปกระจายทั่วจังหวัด ส่วนของตลาดที่เป็นร้านโชว์ห่วย ร้านของฝากในต่างจังหวัด แม่จะให้พนักงานวิ่งส่งของเอง หาลูกค้าเอง แต่ปัจจุบันมีตัวแทน ที่รับทำตลาดให้ ทำให้ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเอง เหมือนในอดีต ส่วนชองช่องทางออนไลน์ ขายในปัจจุบัน มีทาง หน้าเพจ Facebook Tiktok Line Youtube และแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส อย่าง Shopee Lazada nexgen Lineshopping
ติดต่อ โทร. 08-0442-0492
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด