xs
xsm
sm
md
lg

BAMดูแล‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ผนึก‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’พลิกฟื้นที่ดินปลูกป่าสีเขียว หนุนคาร์บอนเครดิต-ขายNPAเจาะกลุ่มWealth

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ในหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว “รายได้” และ “กำไร” เป็นแกนหลักของทุกองค์กร ที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย แต่หากเรามุ่งแต่เรื่องผลประโยชน์ในเชิงตัวเลข จนละเลยที่จะดูแลสังคม ชุมชน ให้อยู่ดี และ ส่งเสริมให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีด้วยแล้ว นั่นคือ เรากำลังสร้างความเสียหายในระยะยาวให้เกิดขึ้น และยิ่งเป็นธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นอยู่” ด้วยแล้ว ดังนั้น หลักคิดสำคัญต้องดำเนินธุรกิจตามหลักของความยั่งยืน!

ล่าสุด บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” บนพื้นที่ 33 ไร่ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดย BAM ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน หรือ ESG และ CSR in Process ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย “ความดี 5 ประการ” ของ BAM คือ ดีต่อประเทศ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน อีกทั้ง มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบของการ ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ และเกิดคุณค่าร่วมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยน “พื้นที่ว่าง” ให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน

โดย BAM มีทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่า หรือ ที่นา กระจายอยู่ทั่วประเทศ เราไม่เชี่ยวชาญในการพัฒนา แม้แต่ที่นา ก็มีปัญหา มีแก๊สมีเทนจากนาข้าวออกมา มีผลเสียต่อชั้นบรรยากาศ ทรัพย์ของเราแต่ละแปลงมีศักยภาพ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ได้ แม้ในช่วงนั้น ยังไม่มีการพูดถึงและยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ( คือ สิทธิที่เกิดจากการลด หรือกักเก็บการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายและตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้) แต่เรามาปลูกต้นไม้ ก็คืนสู่ธรรมชาติ

“ พี่ (ทองอุไร) และกรรมการใน BAM ประสบความสำเร็จทำโครงการลักษณะนี้ที่จังหวัดเชียงรายมาแล้ว ปลูกต้นสัก มีผู้สนใจเข้ามาซื้อที่ดิน พร้อมกับขายต้นสักไปด้วย ทุกต้นมีราคา ปลูกมาไม่น้อยกว่า 10 ปี ทางดร.รักษ์ นำเสนอแนวคิด ร่วมมือกับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการดูแลพื้นที่ตรงกลางกับป่า ที่สามารถเชื่อมกับป่า และเชื่อมกับสวนสัตว์เปิด แนวทางของเราจะช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ ทุกๆคนในชุมชนช่วยกัน จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่า เปิดให้ชาวบ้านในบริเวณนี้ ได้เข้ามาใช้พื้นที่ทำกินให้เป็นประโยชน์ได้ พี่ดีใจ ที่มีวันนี้ เกิดขึ้นได้”


บริหาร NPA ให้เกิดประโยชน์ รับการจัดเก็บภาษีที่ดินฯ

นางทองอุไร กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าของทรัพย์ที่ดิน เพราะมีเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งเป็นที่ดินรกร้างด้วยแล้ว จะมีการปล่อยแก๊สมีเทนออกมา แต่สิ่งที่เราเร่งดำเนินการจะช่วยในเรื่องของต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการมีคาร์บอนเครดิต ก็มารองรับ ออฟเซ็ต กับพื้นที่โครงการอื่น หรือ ทรัพย์ที่เราได้มา ซึ่งการที่เรามีป่า หยุดการทำลายชั้นบรรยากาศ การที่เรามีคาร์บอนเครดิต จะช่วยให้เราไม่ต้องไปซื้อมาจากที่อื่น

“การทำ CSR เราทำหลายจังหวัด ซึ่งก่อนหน้านี้ที่แปลงจังหวัดเพชรบูรณ์ มีนักลงทุนมาซื้อที่ดินเราไปและจ้างทีม BAM ดูแลและทำต่อเนื่อง มีการให้ชาวบ้านมาเพาะปลูก และนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ที่ดินเรามี และมีแนวคิดจะนำมาสร้างคุณค่าให้กับทรัพย์ กับสังคม ดีกับผู้ถือหุ้นด้วย” นางทองอุไร กล่าว


BAM ดูแลทรัพย์แผ่นดิน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยกับ ผู้สื่อข่าวว่า BAM มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งก้าวสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน Value Creator” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าการบริหารทรัพย์ในปัจจุบัน ต้องสร้างทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การพัฒนาพื้นที่สีเขียวดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำทรัพย์ NPA มาพัฒนาเพิ่มคุณค่าในทุกมิติ

ทั้งนี้ สิ่งที่เราทำคือ “ทรัพย์แผ่นดิน” มาจากกองหนี้ที่เราเข้าไปซื้อและนำมาบริหารจัดการ ในแต่ละปี BAM จะเข้าไปซื้อหนี้มา 30,000 ล้านบาท บางปีอาจจะใกล้ๆ 80,000 ล้านบาท หนี้เหล่านี้ เก็บไว้โดยไม่ได้จัดการ จะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร
“จะดีกว่าไหม ถ้าเรานำหนี้เหล่านี้ มาสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ชุมชน ที่ดินแปลงนี้ (เอ็นพีเอ) เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ครึ่ง ในตำบลสร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ เราสามารถทำให้เป็นเกษตรชุมชน ทำให้เป็นป่า เราสามารถสร้าง ไบโอซิตี้ (Bio City) เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้ สามารถเติบโตได้ ขณะเดียวกันสามารถสร้างอาชีพได้ อันนี้ คือ คุณค่า ที่ท่านประธานกรรมการให้นโยบายมาว่า พื้นที่ 33 ไร่ เป็นเงิน ก็ไม่ได้ทำให้ BAM รวยขึ้น หรือ จนลง แต่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ผมว่าตรงนี้ คือ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพื้นที่ที่ยังเป็นทรัพย์สินของ BAM เราตั้งใจทำให้ชุมชนเติบโตได้ จากการทำสัญญาปีต่อปี อาจมีระยะเวลาเกิน 10 ปีได้ เป็นความตั้งดี ที่จะคืนกลับให้กับชุมชน ” ดร.รักษ์ กล่าว

สำหรับที่ดิน 33 ไร่ แบ่งดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวมจำนวน 3,600 ต้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาเป็นพื้นที่ สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ

ซึ่งตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และพื้นที่อีก 2 ไร่ สำหรับการใช้ประโยชน์ของชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 6,390 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว โดยรูปแบบการพัฒนาจะดำเนินการบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

“การลงทุนลักษณะนี้ ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ทั้งยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต โดย BAM มีเป้าหมายต่อยอดสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Asset Portfolio) ในวงกว้างต่อไป”

ดร.รักษ์ อธิบายเพิ่มเติมถึงเรื่อง คาร์บอนเครดิตว่า BAM มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) (ปัจจุบันได้กลายเป็นกลไกชี้วัดความยั่งยืนที่สำคัญ และเป็นใบเบิกทางในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันระดับสากลของภาคธุรกิจ) ครั้งล่าสุดที่ทำในปี 2567 ประมาณเกือบ 2,000 ตันคาร์บอน ตรงนี้ได้คืนกลับมาปีละ 50 ตันคาร์บอน และในอนาคต หากสามารถทำโมเดลเหมือนกับความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ประมาณ 10-20 แปลงและสำเร็จ เราก็จะมีพื้นที่สีเขียวอยู่ในพื้นที่เอ็นพีเอของเรา ซึ่งยังมีที่ดินรกร้างประมาณ 1,000 ชิ้น

“เราต้องการปิดเกม เอาทรัพย์ที่มีอายุถือครองนาน เช่น 8 ปี เอามาทำเป็นสวนเกษตร หรือ ป่าเกษตรชุมชน ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นผลพลอยได้ ก็นำมารองรับการทำโครงการต่อ ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ ต้องมีคนในชุมชนเข้ามาร่วมด้วย วิธีการเหล่านี้ แนวคิดแบบนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะทำให้ BAM ไปถึง Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ได้ตามแผน” ดร.รักษ์ กล่าว


ยึดโมเดลดูแลป่าดอยตุง ดูแลชุมชนใน 12 จังหวัด

ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม้ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นการทำงานด้านการฟื้นฟูผืนป่าควบคู่กับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายผลการดำเนินงาน โดยนำความรู้เรื่องการฟื้นฟูดูแลป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตำบลสร้างถ่อน้อยแห่งนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่อง มีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก และสิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวแต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและยั่งยืน ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาโดยตลอด

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน โครงการจะมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเลียนแบบธรรมชาติ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานในอนาคต

ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ที่สมดุลในทุกมิติ และสามารถต่อยอดสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต


จ่อนำทรัพย์ราคาสูง 30-50 ล้าน เจาะผู้ซื้อกลุ่ม Wealth

ดร.รักษ์ กล่าวเสริมถึงผลประกอบการในงวดครึ่งแรกของปี 2569 ว่า น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่เป็นความยาก ที่ทุกธุรกิจประสบอยู่ ซึ่ง BAM ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ โดยในปีที่ผ่านมา (2568) เราสร้างผลเรียกเก็บได้ดีมากในรอบ 10 ปี จากการขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ออกไป แต่ในปัจจุบัน การจะขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่มูลค่า 1,500-2,000 ล้านบาท แทบจะเกิดขึ้นได้ยาก เราจึงมาปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยมาเน้นการระบายทรัพย์ชิ้นเล็ก ให้เร็วที่สุดเพื่อแข่งกับเวลา เช่น โครงการทรัพย์มหาชน ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ซื้อรายย่อย (คนตัวเล็ก) ได้มีที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมาหลังเปิดโครงการทรัพย์มหาชน สามารถสร้างผลเรียกเก็บไปกว่า 1,000 ล้านบาท

“ในครึ่งปีหลัง กลยุทธ์เรานอกจากส่งเสริมคนตัวเล็กให้มีบ้านแล้ว ยังมีโมเดลคนตัวกลาง หรือ BAM พรีเมี่ยม เอาทรัพย์ที่มีระดับราคาสูง ตั้งแต่ 30 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท มาระบายให้กับลูกค้ากลุ่ม Wealth ”

ในประเด็นภาพรวมเศรษฐกิจนั้น ดร.รักษ์ อธิบายต่อว่า เกือบๆทุกเซกเตอร์ติดลบ รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาฯ ยกเว้นภาคการส่งออกที่ยังเติบโตอยู่ แต่ในมุมที่ติดลบ ก็ยังพอมีโอกาสให้กับ BAM และ AMC เนื่องจากทรัพย์มือสองในตลาดมีจำนวนมาก และเรามีทรัพย์มือสองคงค้างมากที่สุด ทำให้เราสามารถทำราคาขายได้ดีกว่าคู่แข่ง

“อสังหาฯที่ชะลอตัว ก็หนุนเรา ทำให้ซื้อของได้เยอะ เช่น ของราคา 100 บาท เราซื้อได้ต่ำกว่า 25 บาท ดูแล้ว ขาเข้าเราได้เปรียบ แต่ขาออก ต้องปรับวิธีแทนที่ลูกค้าจะกู้เงินสถาบันการเงิน ก็ปรับมาผ่อนกับ BAM ขณะที่โครงสร้างกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ ก็เริ่มมีปัญหา เพราะคนที่จบใหม่ เริ่มทำงาน ขอสินเชื่อยาก ขณะที่กลุ่มที่ผ่อนบ้านอยู่ ก็เริ่มเกษียณอายุแล้ว ตอนนี้ เห็นภาพ แก่ก่อนรวย เด็กรุ่นใหม่ ไม่สามารถผ่อนทรัพย์ได้ ส่วนที่มีกำลังจริงๆ ก็มีอยู่ไม่ถึงแสนคน แต่ทรัพย์ที่กระจายอยู่ในตลาดกว่า 7 แสนชิ้น ตรงนี้ คือ โจทย์ที่เราเจออยู่”.