xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETเผยเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.26-ยังมีความกดดันด้านอ่อนค่า-ติดตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(3ก.ค.69)ที่ระดับ 33.26 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.14-33.33 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเพียง 5.7 หมื่นราย ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น ราว 1 แสนราย

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย (ขณะที่เรากำลังเขียนอยู่นั้น ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลงราว -2%) จนอาจสร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ ทว่าในส่วนของเงินบาทนั้น แม้หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวลงพอควรได้ แต่ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อาจได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคาร ทำให้เงินบาทอาจไม่ได้เผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากนัก แต่หากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ น้อยกว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทย เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ไม่ต่างกับบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย ทั้ง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD)

นอกจากนี้ แรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ ผ่านผลกระทบทางอ้อมที่อาจจำกัดและกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีโอกาสเผชิญแรงขายบ้าง ตามการปรับพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม พร้อมกับเพิ่มสภาพคล่อง

จากภาพดังกล่าว กอปรกับท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่อาจยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จะเป็นไปอย่างจำกัด (และเงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนจากแรงขายหุ้นเทคฯ AI/Semiconductor) ส่งผลให้ เงินบาทจะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนดังกล่าวได้ชัดเจน หากรายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ตลาดจะทยอยรับรู้ในระยะข้างหน้า ชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อเหมือนเรา ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยได้ตลอดทั้งปี 2026

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)