บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม มองว่าดัชนี SET น่าจะพักฐาน เพราะหุ้นกลุ่มพลังงาน และ กลุ่มที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีน่าจะ correction ต่อ ทั้งนี้ หุ้นสองกลุ่มนี้มีน้ำหนักเกือบ 40% ของทั้งตลาด จึงอาจจะจำกัดการขึ้นของดัชนี อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเป็นบวกมากขึ้น เพราะมีการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ในขณะที่โมเมนตัมของการลงทุนภาคเอกชนแข็งแกร่ง นอกจากนี้ กระแสเงินลงทุนในหุ้นจากต่างชาติก็มีแนวโน้มสดใส จากการที่ปัจจัยภายนอกของไทยมีเสถียรภาพ ในขณะที่ตลาดการเงิน และ เศรษฐกิจของบางประเทศใน ASEAN มีปัญหา เราคัดหุ้นเด่นในเดือนกรกฎาคม ไว้ 5 ตัว ได้แก่ KBANK, CK, WHA, MINT และ SPA คู่มือและสารคดีการท่องเที่ยว
*พอร์ตหุ้นเดือนมิถุนายน +13.1% และแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นโดยรวม
ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนักในเดือนมิถุนายน โดยปัจจัยในประเทศเป็นบวกมากขึ้น แต่กลับถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งนี้ นักลงทุนหันมามองบวกมากขึ้นกับเศรษฐกิจไทยหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1/69 ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด, การลงทุนภาคเอกชน และ การส่งออกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และ ตลาดคาดหวังว่าภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนมาเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET ถูกกดดันจากการเปลี่ยนกลุ่มเล่น โดยโยกออกจากกลุ่มที่ outperform ในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มพลังงาน ซึ่งดูน่าสนใจน้อยลงหลังจากที่ราคาน้ำมันเกิด correction แรงหลังจากสหรัฐและอิหร่านทำข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน เศรษฐศาสตร์
*ตลาดน่าจะพักฐานในเดือนกรกฎาคม โดยปัจจัยในประเทศดูเป็นบวกมากขึ้น
ในเดือนกรกฎาคม เรามองว่าดัชนี SET น่าจะพักฐานจาก ประเด็นแรก คาดหุ้นกลุ่มพลังงาน และ ปิโตรเคมีจะยังคงถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มอ่อนแอ และ spread ต่ำลงเพราะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน ประเด็นที่สอง หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยน่าจะยังผันผวนอย่างหนักต่อไป โดยคาดว่าจะยังคงเห็นการเปลี่ยนกลุ่มจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไปเป็นหุ้น domestic play มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มูลค่าตลาด (market capitalization) รวมของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 40% ของทั้งตลาด
ในขณะเดียวกัน ประเด็นการเก็งกำไรจากปัจจัยในประเทศดูเป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยแสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยการลงทุนภาคเอกชน และ การส่งออกที่แข็งแกร่ง รวมถึงสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
*หุ้นเด่น KBANK, CK, WHA, MINT และ SPA
KBANK: สินเชื่อของธนาคารกลับมาขยายตัวสองเดือนติดต่อกันแล้ว ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับธนาคารใหญ่อื่น ๆ นอกจากนี้ เรายังมองว่าตลาดทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้นเป็นภาวะที่เอื้อกับธุรกิจ wealth ของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 6% YoY ในปี 2568 และ โตถึงเกือบ 20% YoY ทุกไตรมาสในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา
CK: เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (net gearing) ของ CK ลดลงมาอยู่ที่ 1.0x จาก 1.3x ณ สิ้นปี 2568 บริษัทจึงอยู่ในสถานะที่ดีในการประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่กำลังจะเปิดโดยใช้แนวทาง Public-Private Partnership (PPP) ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าจะหางานใหม่ให้ได้ 2.60 แสนล้านบาท (32% ของมูลค่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่คาดว่าจะเปิดประมูล 8 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2569F-2572F
WHA: ยอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมน่าจะสูงถึง 1,800 ไร่ YTD (รับรู้แล้ว 951 ไร่ โดยมีการเซ็น LOIs/MOUs ไป 203 ไร่ใน Q1/69) คิดเป็น 72% ของเป้าทั้งปีของ WHA ในขณะเดียวกัน WHA คาดว่ายอดโอนที่ดินในปี 2569F จะอยู่ที่ 2,000 ไร่ โดยธุรกิจสาธารณูปโภคที่อยู่ภายใต้ WHAUP ยังมีผลการดำเนินงานดี เพราะได้แรงหนุนจากปริมาณยอดขายน้ำที่แข็งแกร่ง
MINT : RevPAR ของโรงแรมในยุโรปยังคงเป็นบวกที่ระดับหลักเดียวต่ำ ๆ ในขณะที่ของโรงแรมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นหลักเดียวสูง ๆ ในเดือนพฤษภาคม เราคาดว่า RevPAR ในปี 69 จะโต 2% YoY โดยหลัก ๆ มาจากโรงแรมในยุโรป ซึ่งจะมาชดเชยแนวโน้มที่แผ่วลงในตลาดอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน SSSG ของธุรกิจอาหารเร่งตัวขึ้นเป็น 45% ในเดือนพฤษภาคม เพราะได้แรงหนุนจากแบรนด์หลัก ๆ อย่าง Sizzler และ Swensens
SPA: เรายังคงมองบวกกับ SPA เพราะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน (+19% YoY) ซึ่งขับเคลื่อนให้ SSSG ในไตรมาส 2/69 ยังคงโตเป็นเลขหลักเดียวสูง ๆ จาก +10% ในไตรมาส 1/69 ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการขยายสาขาเพิ่มเป็น 95 ร้าน และ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากสาขาที่เปิดใหม่เมื่อปีที่แล้ว เราคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/69 จะเพิ่มขึ้น YoY แม้ว่าจะแผ่วลง QoQ ตามฤดูกาล