xs
xsm
sm
md
lg

รฟท.จ่ายเบี้ย 46.86 ล้าน ทำประกันเพิ่มคุ้มครองผู้โดยสาร อุบัติเหตุเสียชีวิตจ่าย 5 แสน และ MOU สพฉ.ยกระดับช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รฟท.ทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารเพิ่มคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเป็น 5 แสนบาท และเตรียมเพิ่มประกันภาคสมัครใจเหมือนสายการบินด้วย ขณะที่ เซ็น MOU สพฉ. ยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินและอุบัติเหตุในพื้นที่เขตรถไฟทั่วประเทศ ให้ได้รับบริการที่ทั่วถึงและเท่าเทียม

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท.ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีการจัดทำประกันภัย อุบัติเหตุผู้โดยสารรถไฟ กับบริษัท นอกจากนี้ เมื่อเดือนเม.ย. 2569 รฟท.ยังได้จัดทำประกันการเดินทางให้ผู้โดยสารทุกคน ซึ่งเป็นการดำเนินการประกันภัยภาคบังคับสำหรับขนส่งสาธารณะทุกประเภท และสอดคล้องกับพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 โดยมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต 500,000 บาทต่อราย กรณีบาดเจ็บพิการคุ้มครอง 180,000 – 300,000 บาท เป็นต้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ ชดเชยจำนวน 340,000 บาท และขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการจัดทำประกันภัยภาคสมัคร สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการซื้อความคุ้มครองเพิ่มซึ่งจะมีรูปแบบใกล้เคียงกับผู้โดยสารสายการบินที่ซื้อประกันเดินทางเพิ่ม เช่น การซื้อเพิ่มในระบบ E-Ticket เป็นต้น

รายงานข่าว แจ้งว่า เมื่อเดือนเม.ย. 2569 ที่ผ่านมา รฟท.ได้จัดทำประกันภัย กับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน) เพื่อคุ้มครองสำหรับผู้โดยสาร และ ผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟฯ ซึ่งอยู่บนขบวนรถโดยสาร หรือปฏิบัติหน้าที่บนรถไฟขณะเกิดอุบัติเหตุ ระยะเวลาคุ้มครองประกัน เวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ถึง วันที่ 6 เมษายน 2570 เบี้ยประกัน 46.86 ล้านบาท โดยประมาณการผู้โดยสารที่ใช้บริการและได้รับความคุ้มครองประมาณ 32 ล้านคนต่อปี

โดยมีเงื่อนไขการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่อการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งเป็น
-กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่าย 500,000 บาท ต่อคน
-สูญเสียมือ 1 ข้าง หรือเท้า 1 ข้าง หรือสายตา 1 ข้าง(ตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป) จ่าย 300,000 บาทต่อคน
-สูญเสียมือ 1 ข้าง หรือเท้า 1 ข้าง หรือสายตา 1 ข้าง จ่าย 180,000 บาทต่อคน
-ค่ารักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน
-ค่าชดเชยรายได้จากอุบัติเหตุจ่ายค่าสินไหมทดแทน 500 บาท ต่อคนต่อวัน(สูงสุด 7 วัน)
-ค่าปลงศพจากอุบัติเหตุจ่าย 40,000 บาทต่อคน


@MOU “สถาบันแพทย์ฉุกเฉิน”ยกระดับช่วยเหลือผู้ป่วย

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ประสบภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม บูรณาการความร่วมมือดูแลประชาชน ผู้โดยสาร รวมถึงบุคลากรในพื้นที่รับผิดชอบของการรถไฟฯ ทั่วประเทศ โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการขนส่งทางราง เพื่อรับมือสถานการณ์วิกฤตเชิงรุก โดยจะมีการบูรณาการจัดกิจกรรมทางวิชาการ การศึกษาวิจัย รวมถึงการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกันอย่างต่อเนื่องเสมือนจริงในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชนและผู้โดยสารรถไฟทั่วประเทศ

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ได้จัดพนักงานจากฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ ฝ่ายบริการโดยสาร และฝ่ายการช่างกล เข้ารับการฝึกอบรม “หลักสูตรฉุกเฉินชุมชน” ของ สพฉ. ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการให้ความรู้และฝึกทักษะการช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยพนักงานที่ผ่านการอบรมจะได้รับหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รฟท. เล็งเห็นความสำคัญและเร่งพัฒนาให้พนักงานในฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงสามารถใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator) ซึ่งรฟท.มีแผนจะติดตั้งบนขบวนรถและสถานีทั้งหมด ตลอดจนการเรียกใช้บริการระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน”


ด้าน ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า สพฉ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ รฟท. ในการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉินให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง โดย สพฉ. จะเข้ามาสนับสนุนการจัดทำมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติการฉุกเฉิน รวมถึงการบริหารจัดการระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ และหลังจากนี้จะกำหนดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกัน โดยจะนำร่องที่ สายทางชลบุรี และอุโมงค์ปากช่อง จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีความเข้าใจกระบวนการช่วยเหลือทุกมิติร่วมกันอย่างเป็นระบบหากเกิดเหตุสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รฟท. และ สพฉ. มุ่งหวังว่าการบูรณาการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนเครือข่ายรถไฟทั่วประเทศ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟไทยทุกคน ให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม