xs
xsm
sm
md
lg

ฟิทช์ เรทติ้งส์มองภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ฟิทช์ เรทติ้งส์จัดงานสัมมนาของบริษัท หัวข้อ Thailand Corporate Credit Outlook ท่ามกลางระดับหนี้สินของภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่และสภาพวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ยังคงอ่อนแอ โดยนายอาสา อินทรวิชัย ประธานสายงานการลงทุน และรองเลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการให้เกียรติกล่าวเปิดงานและร่วมแสดงความสำคัญในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการดำเนินงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ ในประเทศไทย

นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า ตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดยฟิทช์ ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทย ผ่านการส่งเสริมด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน(transparency) การเปิดเผยข้อมูล และการยกระดับวินัยทางการเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดอันดับเครดิตในระดับสากล แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของระดับหนี้สินของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งการเพิ่มความโปร่งใสผ่านการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างน้อยจากสององค์กร (ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับตลาดในต่างประเทศส่วนใหญ่) น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตลาดและนักลงทุนได้

นายโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรม บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทขนาดใหญ่ของไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านในปี 2569 ได้แก่ สภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้น อัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงจากการลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และความต้องการเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (climate transition)ทั้งนี้ แรงกดดันดังกล่าวมีความชัดเจนมากที่สุดในกลุ่มปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภคด้านพลังงาน ขณะที่ธุรกิจกลุ่มโทรคมนาคมมีสถานะที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 รายของไทยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA โดยรวมอยู่ที่ 3.7 เท่าในปี 2568 ซึ่งถือว่าสูงกว่าบริษัทในไทยและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 เท่า ขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ/ ‘AAA(tha)’) มีอัตราส่วนหนี้สินต่ำสุดที่ 1.8 เท่า ส่วนผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่อีก 9 รายมีอัตราส่วนหนี้สินอยู่ในช่วง 4.1 เท่า ถึง 15 เท่า การมีอัตราส่วนหนี้สินในระดับสูงควบคู่กับการพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ในประเทศเป็นหลัก อาจส่งผลให้ความยืดหยุ่นทางการเงินปรับตัวลดลงและเพิ่มความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ หากภาวะตลาดการเงินตึงตัวมากขึ้น

สำหรับด้าน Sustainable Fitch มีมุมมองว่าตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนของโลกจะยังคงมีความยืดหยุ่นและน่าจะสามารถรับมือกับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากยุโรปในแง่ของการออกตราสารหนี้ประเภท เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (green Bond) เพื่อสังคม (social Bond) เพื่อความยั่งยืน (sustainable bond) และตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (sustainable-linked bond) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 29% ของมูลค่าการออกตราสารในปี 2568