xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤติ ADA ร่วงทำนิวโลว์ เซ่นปมแฮกเกอร์ปริศนาดูดเงิน SecondFi 18.5 ล้านดอลลาร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ราคาเหรียญ ADA ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่ 0.145 ดอลลาร์ หลังเกิดเหตุโจมตีแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัล SecondFi จนสูญเงินกว่า 18.5 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความสับสนเมื่อผู้บริหารระดับสูงระบุว่าบริษัทผู้พัฒนาไม่ทราบตัวตนของแฮกเกอร์ที่อ้างว่าเข้ามาช่วยกู้คืนสินทรัพย์ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของ Cardano อย่างหนัก

ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ชาร์ลส์ ฮอสกินสัน (Charles Hoskinson) ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ Cardano เปิดเผยข้อมูลที่สร้างความกังขาในหมู่นักลงทุน โดยเขาชี้แจงว่าบริษัท Emurgo ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม SecondFi ปฏิเสธการรับรู้ตัวตนของกลุ่มแฮกเกอร์หมวกขาวที่โอนย้ายเหรียญ ADA จำนวน 129 ล้านโทเคนออกจากระบบ ท่าทีดังกล่าวทำให้ตลาดตั้งคำถามว่าผู้พัฒนาขาดการควบคุมสถานการณ์จริง หรือเป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์องค์กรเพื่อเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย

ช่องโหว่ร้ายแรงครั้งนี้เกิดขึ้นที่ซอฟต์แวร์สร้างคีย์ของแพลตฟอร์ม SecondFi หรือที่เคยรู้จักในชื่อ Yoroi Wallet ผู้โจมตีภายนอก 3 รายฉวยโอกาสนี้ขโมยสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์จากผู้ใช้งานเกือบ 400 บัญชี ขณะที่บริษัทยืนยันว่าการเคลื่อนย้ายเงินก้อนใหญ่กว่า 18.5 ล้านดอลลาร์ เป็นเพียงปฏิบัติการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยส่งมอบให้ผู้ดูแลสินทรัพย์อิสระภายนอกช่วยรักษาความปลอดภัย กระนั้นบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน SlowMist ประเมินว่ามูลค่าความเสี่ยงรวมทั้งหมดอาจทะลุ 20 ล้านดอลลาร์

ข่าวเชิงลบที่ถาโถมเข้ามากดดันให้ราคา ADA ร่วงลงกว่า 21% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 0.145 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลถึง 95% แม้ปัญหาทั้งหมดจะจำกัดอยู่แค่เลเยอร์แอปพลิเคชันกระเป๋าเงิน ไม่ได้กระทบถึงความปลอดภัยของโปรโตคอลหลัก ทว่าความเสียหายต่อความเชื่อมั่นก็สะท้อนออกมาในรูปของแรงเทขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สวนทางกับโมเมนตัมของตลาดรวมที่กำลังฟื้นตัว

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือความสามารถของ SecondFi ในการคืนเงินผู้เสียหายภายในกรอบเวลาสองสัปดาห์ตามที่ให้สัญญาไว้ ในมุมมองทางเทคนิค หาก ADA ไม่สามารถยืนเหนือแนวรับเชิงจิตวิทยาที่ 0.140 ดอลลาร์ได้ อาจเกิดการเปิดหน้าต่างสู่การปรับฐานที่ลึกขึ้นอีก

นอกจากนี้ บทเรียนจากกรณีนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับตลาดคริปโตในไทยและอาเซียน ที่นักลงทุนต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของแพลตฟอร์มตัวกลาง (Third-party) ซึ่งมักตกเป็นจุดอ่อนที่สุดในโลกการเงินแบบกระจายศูนย์