นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(30มิ.ย.69)ที่ระดับ 33.29 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.50 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.32 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมพลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ตอบรับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลงบ้าง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน รวมถึงจังหวะการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งหากราคาทองคำปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน ในเชิงเทคนิคัล อาจสะท้อนว่า ราคาทองคำเสี่ยงเผชิญแรงขายเพิ่มเติมและอาจปรับตัวลงทดสอบโซนแนวรับถัดไปในช่วง 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แม้เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นำโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้ นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติมบ้าง และช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท
ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของตลาดการเงิน หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 162 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากฝั่งทางการญี่ปุ่น (ซึ่งอาจรวมถึงทางการสหรัฐฯ) โดยสถิติการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นได้ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ หากการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ภาพ Global Macro มีการเปลี่ยนธีม เช่น ผู้เล่นในตลาดกลับมาคาดหวังการคงดอกเบี้ย หรือ แม้กระทั่งการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งเรามองว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นนี้ (อาจมีความเป็นไปได้ในช่วงการประชุม FOMC เดือนกันยายน) ทำให้ความเสี่ยงที่การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น จะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนั้น อยู่ในระดับต่ำ
หากเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นอาจยังถูกจำกัดในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก