xs
xsm
sm
md
lg

ยอดผลิตรถยนต์พ.ค.69ร่วงเฉียด18%อยู่ที่ 1.14แสนคัน เป็นการผลิตเพื่อขายในปท.แซงหน้าส่งออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์พ.ค.ลดลง 17.94% มาอยู่ที่ 114,214 คัน แม้ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 58,520 คัน แซงยอดผลิตเพื่อส่งออกครั้งแรก แต่ไม่พอจะทำให้ภาพรวมเป็นบวกได้

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนพ.ค.2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.94% เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 26.66%และ 38.79 %ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลง 36.20% แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น12.78 %ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลง 17.94% เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วน 21 %ของยอดส่งออกทั้งหมด

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง5เดือน (มกราคม - พฤษภาคม) ปี 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.13%

โดยรถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 47,407 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 12.43 % แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง ICE มีจำนวน 14,019 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 44.39% รถยนต์นั่ง BEVมี 6,185 คัน ลดลง 3.53% รถยนต์นั่ง PHEV 4,197 คัน เพิ่มขึ้น128.47% รถยนต์นั่ง HEV 23,006 คัน เพิ่มขึ้น 11.27% ส่วนยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 มีจำนวน 204,006 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.51 %

โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 55,694 คัน เท่ากับ 48.76 %ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 36.20 % และช่วง5เดือนแรกปีนี้ ผลิตเพื่อส่งออกได้ 372,299 คัน เท่ากับ 63.34 %ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง4.56%จากปี 2568


รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 13,661 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 4.96 %และตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 81,636 คัน เพิ่มขึ้นจากข่วงเดียวกันปีก่อน 11.65%

ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 42,033 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 38.79 % และตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 290,663 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.30 %

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 58,520 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 12.78 % ส่วน 5เดือนแรกปีนี้ผลิตได้ 215,460 คัน เพิ่มขึ้น 5.41%

สำหรับรถยนต์นั่งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 รวม 33,746 คัน ลดลง4.96 % และยอดผลิตรถยนต์นั่ง 5เดือนแรกปีนี้ ผลิตได้ 122,370 คัน ลดลง 12.92% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 23,281 คัน เพิ่มขึ้น 47.30 % และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในช่วง5เดือนปี2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 85,941 คัน เท่ากับ22.82 %ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 42.7%

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 19.36 %และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 10.60 % เพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUVไฟฟัาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการขัดแย้งในตะวันออกกลางและขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว รถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 0.21 % จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่า 80 %ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

ยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาทใน5เดือนแรกปีนี้มากกว่าห้าเดือนปีที่แล้ว 6.46 %รวมทั้งการส่งออกที่ยังเติบโตในเดือนพฤษภาคม 2569 ประมาณ 10.6 %จากพฤษภาคมปีที่แล้ว และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงรวมทั้งการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 % ในปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนไทย

นายสุรพงษ์ กล่าวว่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งออกได้ 59,434 คัน ลดลง 26.69 % เพราะส่งออกไปตะวันออกกลางลดลง 66.14 % จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และส่งออกไปออสเตรเลีย- โอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลง 37.18 %จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้นจากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่วนส่งออก เพิ่มขึ้นดังนี้ รถกระบะ 34,044 คัน ลดลงจากปี 2568 ราว35.23% ,รถกระบะ BEV 44 คัน เพิ่มขึ้น 100% ,รถยนต์นั่ง ICE 6,170 คัน ลดลงจากปี 2568 ราว 48.39% รถยนต์นั่ง BEV 1,410 คัน ไม่มีการส่งออก,รถยนต์นั่ง PHEV 332 คัน ไม่มีการส่งออก, รถยนต์นั่ง HEV 6,565 คัน เพิ่มขึ้น26.88% รถ PPV 10,869 คัน ลดลง 4.31%

โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 41,723.09 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 24.36 %

สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 อยู่ที่339,618 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 8.53 % แบ่งเป็นรถกระบะ 210,459 คัน ลดลง12.31% รถกระบะ BEV 199 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 804.55%รถยนต์นั่ง ICE 31,329 คัน ลดลง 41.61%รถยนต์นั่ง BEV 8,566 คัน เพิ่มขึ้น1,197.88% รถยนต์นั่ง PHEV 981 คัน ไม่มีการส่งออก ,รถยนต์นั่ง HEV 34,324 คัน เพิ่มขึ้น 54.52% รถ PPV 53,760 คัน ลดลง 1.75% มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 230,947.90 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2568 ประมาณ 10.11 %

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังคงคาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไปอีก 1-2 เดือนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569อีกครั้ง