xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อสงครามพ่ายให้"ดอกเบี้ย" ทุบราคาทองคำมิ.ย.ร่วงหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:





“มิถุนายน”ราคาทองคำไทยที่ปรับลดลงกว่า 5,300 บาท สะท้อนความจริง สงครามไม่ใช่ปัจจัยหนุนราคาอีกต่อไป แต่เป็นอิทธิพลของดอกเบี้ยกำลังจูงใจให้เงินทุนไหลออก จับตาแรงซื้อของบรรดาธนาคารกลางในเดือนกรกฎาคมนี้ ว่าจะเป็น "ฐานราก" ที่แข็งแกร่งให้ราคาทองคำ พอจะต้านทานพายุวัฏจักรดอกเบี้ยได้หรือไม่


เดือนมิถุนายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เดือนกลางปี แต่เป็น "เดือนแห่งการปรับฐานครั้งใหญ่" ของตลาดทองคำทั่วโลก โดยตลอดระยะเวลาในเดือนนี้พบว่า "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) กำลังถูกท้าทายด้วยกลไกตลาดที่ซับซ้อน ความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนจากการปรับสมดุลพอร์ตลงทุนระดับโลก ที่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาลกำลังเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ไปยังสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์เทรนด์อนาคต

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขจริง จะพบว่าทองคำโลก (Gold Spot) เปิดเดือนมิถุนายนมาด้วยระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่ทว่าแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. ทำให้ราคาดิ่งตัวลงมาแตะ 4,070 ดอลลาร์ ด้วยสาเหตุเกิดกระแส Panic Sell ในระยะสั้น

ต่อมาช่วงกลางเดือน ราคาทองคำดีดตัวขึ้นไปเทรดได้สูงถึง 4,365 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการดึงดูดแรงซื้อใหม่ๆ เข้ามา แต่ก็นั่นเองคือกับดัก เมื่อโมเมนตัมไม่สามารถยืนระยะได้ ราคาก็กลับร่วงลงทำจุดต่ำสุดของเดือนที่ 3,978 ดอลลาร์ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 4,080 ดอลลาร์ ในวันที่ 27 มิ.ย. ถือว่านี่คือความผันผวนที่นักลงทุนทองคำยุคนี้ต้องรับมือให้ได้


 ทองคำไทยมิ.ย.ลดลงกว่า5,300.-
สำหรับตลาดทองคำไทย เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่

าผ่านตัวเลข "5,350 บาท" ซึ่งเป็นส่วนต่างติดลบของทองคำแท่ง96.50% ระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดของเดือนมิถุนายน จากจุดที่เคยขึ้นไปถึง 69,850 บาท ในช่วงต้นเดือน แต่เมื่อเร็วๆนี้เคยลดลงไปถึง 62,950 บาท ก่อนที่จะขยับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ขายออก 64,650 บาท และรับซื้อ 64,450 บาท

ราคาทองคำไทยไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง แต่ได้รับแรงกดดันผ่าน "ค่าเงินบาท" และ "ความต้องการถือครองจริง" ที่แปรผันไปตามสถานการณ์โลก การที่ปัจจุบันราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ขายออก 64,650 บาท และรับซื้อ 64,450 บาท (ณ 27 มิ.ย.) เป็นเครื่องยืนยันว่านักลงทุนไทยกำลังอยู่ในภาวะ "Wait and See"


 ปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำ


ทั้งนี้ในเดือนมิถุนายน ปัจจัยที่ขับบเคลื่อนราคาทองคำโลก (Gold Spot) มาจากนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูง (Higher for Longer) เป็นปัจจัยกดดันหลัก เพราะทุกครั้งที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงเนื่องจากเงินทุนไหลเข้าหาดอลลาร์ ในทางกลับกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอ ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นจากความคาดหวังว่าเฟดอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย

ถัดมาคือ ความผันผวนของ Bond Yield โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับทองคำ ซึ่งในเดือนมิถุนายน Yield ที่ปรับตัวขึ้นจากการคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำร่วงลง แต่เมื่อมีการปรับสถานะของกองทุน (Rebalancing) จน Yield ปรับตัวลดลง ก็ส่งผลให้เกิดการรีบาวด์ของราคาทองคำในระยะสั้น
ไม่เพียงเท่านี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในรอบนี้ ยังมาจากต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ทำให้เม็ดเงินทุนไหลออกจากทองคำ ไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากการเติบโตที่สูงกว่า ซึ่งถือเป็นแรงฉุดรั้งราคาในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะคึกคัก

ขณะที่ ปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคทองคำในประเทศ น้ำหนักถูกให้ไปที่ความสัมพันธ์กับค่าเงินบาท เนื่องจากค่าเงินบาทที่ผันผวนตามกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) เป็นตัวแปรสำคัญที่ขยายผลกระทบจากราคาโลก ในช่วงที่ทองคำโลกปรับตัวลดลง การที่เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นได้ซ้ำเติมให้ราคาทองคำไทยปรับตัวลดลงลึกกว่าที่ควรจะเป็น (เห็นได้จากส่วนต่างราคาสูงสุดและต่ำสุดที่ห่างกันถึง 5,350 บาท)

จากปัจจัยข้างต้น ช่วยสะท้อนว่า การไหลออกของเม็ดเงินจากตลาดทองคำอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าเงินเหล่านั้นกำลังถูกเคลื่อนย้ายไปสู่ "โอกาสใหม่" ในตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกระแส AI และเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนในเชิงเปรียบเทียบ (Relative Return) สูงกว่าทองคำในช่วงที่ตลาดเกิดความไม่แน่นอนนี้

 สงครามไม่ช่วยพยุงราคาทองคำ

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน แม้ข่าวความขัดแย้งในพื้นที่สงครามจะดูเหมือนมีกระแสการเจรจาหรือการเซ็นสัญญาเพื่อยุติการยิงกันอยู่เป็นระยะ แต่ในมุมของตลาดทองคำกลับไม่ได้ตอบรับข่าวดีเหล่านี้ในเชิงบวก เพราะทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวด้วย "อารมณ์ของข่าวสงคราม" เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกครอบงำด้วย "เกมการเงินโลก" ที่เข้มข้นกว่ามาก เมื่อสถานการณ์สงครามอยู่ในภาวะชะงักงัน (Stalemate) นักลงทุนจึงลดน้ำหนักการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลง แล้วหันไปโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยเฟดและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ แทน ทำให้ข่าวการยุติยิงกันไม่ได้ช่วยพยุงราคาให้กลับไปสูงอย่างที่ตลาดเคยคาดหวัง

เมื่อความคาดหวังเรื่องสงครามถูกลดบทบาทลง ปัจจัยที่เข้ามากำหนดทิศทางทองคำในเดือนนี้จึงเป็นเรื่องของ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" อย่างเต็มตัว การที่สงครามไม่จบแต่ก็ไม่บานปลาย กลายเป็นสภาวะที่ไร้แรงกระตุ้น (Catalyst) สำหรับทองคำ ในขณะที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและกระแส AI กลับสร้างผลตอบแทนที่จูงใจกว่ามหาศาล เม็ดเงินจึงไหลออกจากทองคำเพื่อไปคว้ากำไรในสินทรัพย์อื่นที่เห็นผลชัดเจนกว่า ตลาดทองคำตลอดเดือนมิถุนายนจึงเปรียบเสมือนการถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสุญญากาศของความไม่ชัดเจน จนราคาต้องปรับฐานลงมาตามกลไกของการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ใช่เพราะสงครามยุติ แต่เพราะความสนใจของนักลงทุนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่จุดอื่นแล้วนั่นเอง


 กลัวขาดทุนมากกว่ากลัวสงคราม






มีรายงานว่า “ปีเตอร์ คินเซลลา” (Head of Investment Services) ธนาคาร Union Bancaire Privée (UBP) กล่าวถึงการเทขายทองคำที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10-11 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า นี่ไม่ใช่การปรับพอร์ตแบบสุ่ม แต่เป็นการ "ปรับสมดุลพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน" (Investor Positioning Adjustments) เนื่องจากนักลงทุนจำเป็นต้องขายทองคำเพื่อนำเงินไป "วางเป็นหลักประกัน (Margin) ให้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น" (เช่น หุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยีที่กำลังพุ่งแรง) เพราะตลาดหุ้นเหล่านั้นให้ผลตอบแทนที่จูงใจกว่ามหาศาล นั่นเพราะทองคำไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัยในช่วงสงครามได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งนักลงทุนให้ความสำคัญกับ "กระแสเงินสด" ในสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้มากกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจมีช่องทางทำเงินชัดเจนจาก AI

ขณะที่ จัสติน คาร์ดเวลล์ Head Options Analyst ของ OptionSpreaders.com ให้มุมมองว่า ราคาทองคำที่ร่วงลงหลุด 4,000 ดอลลาร์ในช่วงนั้น เพราะตลาดเริ่มรับรู้ว่าเฟดอาจไม่มีการลดดอกเบี้ย แต่จะ "คงดอกเบี้ยระดับสูงไว้" เพื่อสู้กับเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมัน (ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ)ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายผลตอบแทน (Non-yielding asset) ดังนั้นเมื่อนักลงทุนเห็นว่าพันธบัตรหรือเงินฝากให้ผลตอบแทน (Yield) ที่สูงกว่าและปลอดภัยกว่า ทองคำจึงหมดเสน่ห์ทันที การโวยวายของนักลงทุนในช่วงนั้นจึงเป็นการสะท้อนความผิดหวังที่ทองคำ "สอบตก" ในฐานะตัวป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedge)


 ดอกเบี้ยมีบทบาทเหนือ “ทองคำ”

ท่ามกลางมรสุมความผันผวนของราคาทองคำตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การให้สัมภาษณ์และบทวิเคราะห์จากผู้คร่ำหวอดในตลาดการเงิน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทองคำรายใหญ่ทั่วโลก โดยข้อมูลที่ปรากฏชัดเจนผ่านสื่อกระแสหลักในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แตกต่างออกไปจากความคาดหวังเดิม ๆ ที่เคยมองว่าทองคำคือหลุมหลบภัยอันดับหนึ่งของโลก
เริ่มที่ (16มิ.ย.) โจนาธาน โฮ (Jonathan Ho) หัวหน้าทีมกลยุทธ์สินทรัพย์ทางเลือก (Head of Alternative Asset Strategy) แห่ง Bloomberg Intelligence ได้ให้สัมภาษณ์โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดทองคำในเดือนมิถุนายนกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบความอดทนครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนควรปรับเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ โดยเลิกฝากความหวังไว้กับข่าวสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตลาดทองคำไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของความขัดแย้ง แต่กำลังเทรดอยู่บน "กราฟดอกเบี้ย" ของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักการถือครองทองคำ และโยกย้ายเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดหรือให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลแทน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่จูงใจและปลอดภัยกว่าการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีรายได้ในตัวเอง

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งผู้กำหนดนโยบายการเงินระดับสูงอย่าง “นีล แคชคารี” (Neel Kashkari) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขามินนิอาโพลิส ก็ได้ออกโรงมาให้มุมมองเชิงวิพากษ์ต่อตลาดการลงทุนในช่วงสิ้นเดือน (22มิ.ย.) ในระหว่างการแถลงนโยบายสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อเศรษฐกิจทั่วโลก แคชคารีได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของนักลงทุนหลายกลุ่มที่ยังคงยึดติดกับการแห่ซื้อทองคำเพราะข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยเตือนว่าปี 2569 เป็นปีที่ "ความเป็นจริงของอัตราดอกเบี้ย" จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของสินทรัพย์ทุกประเภท การที่นักลงทุนเทน้ำหนักให้กับทองคำเพียงเพราะข่าวสงคราม คือการมองข้ามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ที่สำคัญที่สุดนั่นคือการคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ

จากความเห็นดังกล่าว ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนสถานะการลงทุนของตนเองใหม่ การออกมาประสานเสียงกันของทั้งฝั่งกลยุทธ์การลงทุนและฝั่งนโยบายการเงิน ไม่เพียงแต่เป็นการดับกระแสความคาดหวังในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า ในภาวะที่ดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูง สินทรัพย์ที่สร้างรายได้ได้จริง (Yield-generating assets) จะยังคงเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในสมรภูมิการลงทุนปีนี้


  วัดใจแรงซื้อธนาคารกลางช่วงก.ค.


แม้ตลาดทองคำในเดือนมิถุนายนจะเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักจนหลุดระดับแนวรับสำคัญ แต่สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกยังคงมองเห็น "ความหวัง" ในระยะยาวผ่านเป้าหมายราคาสิ้นปีที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย. สถาบันการเงินหลัก 2 แห่ง ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจและแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือการมองผ่านพ้นความผันผวนระยะสั้นไปสู่ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า

เริ่มที่ มุมมองจาก J.P. Morgan (เจพีมอร์แกน)เป้าหมายปลายปีที่ 6,000 ดอลลาร์ ในรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่(22มิ.ย.) “เกร็ก เชียร์เรอร์” (Greg Shearer) หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายโลหะมีค่าและโลหะพื้นฐานของ J.P. Morgan Global Research ได้ประเมินทิศทางของตลาดทองคำว่ากำลังอยู่ในสภาวะ "พื้นที่ไร้เจ้าของ" (Technical no-man’s land) ที่ราคากำลังพยายามตั้งหลักเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ระดับประมาณ 4,340 ดอลลาร์ แม้จะยอมรับว่าความสนใจของนักลงทุนรายย่อยได้ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงหรือปรับขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม J.P. Morgan ยังคงยืนยันเป้าหมายราคาในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ไว้ที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้เหตุผลว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ ความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกและการไหลเข้าของเม็ดเงินสู่ ETF จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ราคา re-accelerate หรือเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วน Goldman Sachs ได้แสดงความระมัดระวังที่มากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.69 ได้ตัดสินใจปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำปลายปี 2569 ลงจาก 5,400 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้เหตุผลสำคัญถึงการไหลออกของเม็ดเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันในช่วงระยะสั้น (Near-term institutional outflows) และการประเมินใหม่เกี่ยวกับไทม์ไลน์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับลดเป้าหมายลง แต่ Goldman Sachs ยังคงย้ำในมุมมองเดิมว่าทองคำยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ที่ดีที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางนโยบายและการคลัง โดยยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่จะยังคงเข้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 60 ตันต่อเดือน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนพื้นฐานที่สำคัญในเดือนกรกฎาคมและช่วงที่เหลือของปี

ทั้งนี้การวิเคราะห์จากทั้งสองสถาบันชี้ให้เห็นว่า เดือนกรกฎาคมจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดต้องพิสูจน์ว่า "ความต้องการเชิงโครงสร้าง" (Structural Demand) หรือแรงซื้อที่หยั่งรากลึก (ธนาคารกลางทั่วโลกยังแห่ซื้อทองคำ) จะสามารถเอาชนะ "ปัจจัยกดดันเชิงวัฏจักร" (Cyclical Headwinds)หรือ สภาวะการเงินในปัจจุบัน ได้หรือไม่ โดยนักลงทุนควรจับตาระดับแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดวัดใจทางจิตวิทยา หากราคาสามารถประคองตัวเหนือระดับนี้ได้ในเดือนกรกฎาคม เป้าหมายปลายปีของสถาบันการเงินเหล่านี้จะยังคงเป็นหมุดหมายที่รอการพิสูจน์อยู่


 จับชีพจรทองคำไทยช่วงก.ค.69

ทั้งนี้ แม้ภาพรวมระดับโลกจะถูกกำหนดด้วยกลไกเชิงวัฏจักรและโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่ทิศทางดังกล่าวได้สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหล่านักวิเคราะห์ชั้นนำของไทยต่างมีมุมมองสอดประสานกันถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงภายใต้กรอบราคาที่ผันผวน เพื่อให้นักลงทุนสามารถรักษาสถานะและหาโอกาสท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังไร้ทิศทางที่ชัดเจน

ส่วนในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2569 ท่ามกลางความผันผวนของราคาทองคำที่ยังคงไม่มีทิศทางที่ชัดเจน “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ว่า ราคาทองคำกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากมุมมองของตลาดที่ให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงระดับอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะเคยหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ลงมา แต่มองว่าเป็นโซนที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อสะสมเพื่อถือครองระยะกลาง โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการรอจังหวะซื้อที่แนวรับสำคัญบริเวณ 3,980 - 4,000 ดอลลาร์ หากราคาไม่หลุดจากกรอบนี้จะเป็นการสร้างฐานเพื่อรอการดีดตัวกลับ แต่หากราคาปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,120 ดอลลาร์ นักลงทุนควรแบ่งขายทำกำไรออกไปก่อน เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ ที่จะมาสนับสนุนให้ราคาเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นนี้

ขณะเดียวกัน “ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ” ประธานฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัทในเครือแม่ทองสุก (MTS Gold) ได้เสริมมุมมองในเชิงเทคนิคว่า แรงเทขายที่เกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงปลายเดือนเป็นผลมาจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและหันไปถือครองดอลลาร์แทนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในภาพรวมระยะยาวสำหรับทิศทางเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ ยังคงเชื่อมั่นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นต้องมีในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
โดยกลยุทธ์ลงทุน เน้นย้ำสำหรับนักลงทุนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมคือการให้ความสำคัญกับ "ความปลอดภัย" เป็นหลัก สำหรับผู้ที่มีทองคำในมืออยู่แล้วให้รอจังหวะการฟื้นตัวของราคาเพื่อปรับพอร์ต ส่วนนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อเพิ่มต้องตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ให้ชัดเจนที่ระดับ 3,950 ดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ราคาแกว่งตัวสะสมกำลังรอปัจจัยบวกใหม่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม

โดยสรุปแล้ว ความผันผวนของราคาทองคำตลอดเดือนมิถุนายน 2569 คือบทพิสูจน์สำคัญถึงความเปราะบางของปัจจัยหนุนราคาในระยะสั้นที่ปะทะกับความต้องการเชิงโครงสร้างในระยะยาว การตัดสินใจลงทุนท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยทรงตัวและวิกฤตความขัดแย้งที่ไม่แน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องของการไล่ราคา แต่คือเรื่องของการประเมินฐานราคาเชิงเทคนิคควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตลงทุน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลและความเข้าใจในกลไกตลาดที่รอบด้านจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด สำหรับนักลงทุนในการรับมือกับความท้าทายตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้