xs
xsm
sm
md
lg

EP1 : ทำไมการเอา “ก๊าซอ่าวไทย” ไปเผาผลิตไฟโดยตรง ถึงเท่ากับ “การเอาไม้สักทองไปทำฟืน”?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สมมติว่าตอนนี้ คุณมี “ไม้สักทอง” อายุกว่าร้อยปี ท่อนใหญ่ เนื้อแน่น ลายไม้สวยงามไร้ที่ติ คุณจะเอาไม้สักทองท่อนนี้ไปส่งให้ช่างฝีมือดี แกะสลักเป็นเฟอร์นิเจอร์หรูราคาหลักแสน หรือคุณจะโยนมันเข้ากองไฟ เพื่อเป็น “ฟืน” ต้มน้ำชงกาแฟร้อน ๆ สักแก้ว?

แน่นอนว่า ร้อยทั้งร้อยต้องเลือกอย่างแรก เพราะไม่มีใครยอมเอาของมูลค่ามหาศาล ไปใช้ประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ใช้อย่างอื่นแทนก็ได้

แต่ทุกครั้งที่มีกระแสเรื่องค่าไฟฟ้า หรือความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น เรามักจะได้ยินคำถามซ้ำ ๆ ว่า “ทำไมเราไม่เอาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ไปผลิตกระแสไฟฟ้าล่ะ? จะได้ลดการนำเข้าพลังงานราคาแพงจากต่างประเทศ”

ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลใช่ไหมครับ? แต่นั่นแหละครับ คือ “การเอาไม้สักทองไปทำฟืน” เพราะคำว่า “ก๊าซธรรมชาติ” ของแต่ละแหล่งบนโลกนี้ มันมีคุณค่าไม่เท่ากัน ก๊าซธรรมชาติถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ตามส่วนประกอบทางเคมีของมัน

ชนิดแรกเรียกว่า Dry Gas หรือ “ก๊าซแห้ง” ก๊าซชนิดนี้จะมี “ก๊าซมีเทน” เป็นส่วนประกอบเกือบทั้งหมด หน้าที่หลักของมันคือการเป็นเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยม เหมาะมากกับการยิงตรงเข้าโรงไฟฟ้าเพื่อปั่นกระแสไฟ หรือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยก๊าซประเภทนี้ หลัก ๆ เรานำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หรือมาในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากทั่วโลก

แต่ก๊าซธรรมชาติที่ขุดพบใน “อ่าวไทย” ของเรา มันไม่ใช่แบบนั้นครับ เพราะบ้านเราโชคดีมากที่ได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่า Wet Gas หรือ “ก๊าซเปียก”

คำว่า “ก๊าซเปียก” ไม่ได้แปลว่ามันเปียกน้ำ แต่หมายความว่า ในก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย นอกจากจะมีก๊าซ 'มีเทน' ที่ใช้ผลิตไฟได้แล้ว มันยังอุดมไปด้วยสารไฮโดรคาร์บอนตัวอื่น ๆ อย่าง 'อีเทน' 'โพรเพน' และ 'บิวเทน' รวมอยู่ด้วยในปริมาณมาก และเจ้าสารพวกนี้แหละครับ คือ “เนื้อไม้สักทอง” ที่เรากำลังพูดถึง เพราะพวกมันไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกเผาไฟทิ้งเปล่า ๆ แต่พวกมันคือ “วัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอดเกรดพรีเมียม” ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกต้องการ เพื่อเอาไปแปรรูป สร้างสิ่งของ และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้

และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยของเราถึงต้องมี “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ”

หน้าที่ของโรงแยกก๊าซฯ คือการทำหน้าที่เหมือนช่างฝีมือดี ขั้นแรกเลยก็คัดแยกสิ่งเจือปนต่างๆออก เช่น น้ำ หรือ ปรอท จากนั้นค่อยคัดแยกกลุ่มก๊าซแต่ละชนิดออกจากกันอย่างประณีต เพื่อส่งต่อไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้มากกว่าการเอาไปเผาใช้โดยตรงหลายเท่าตัว

ถ้าวันหนึ่ง เราเลือกที่จะปล่อยให้ก๊าซอ่าวไทยทั้งหมดวิ่งตรงเข้าโรงไฟฟ้าโดยไม่แยกอะไรเลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางเทคนิคเรียกว่า “Bypass Gas” หรืออธิบายง่ายๆ มันคือ “มหันตภัยเงียบทางเศรษฐกิจ” ที่เรายอมปล่อยให้โอกาส มูลค่า และความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ ถูกเผามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปในเตาผลิตไฟฟ้า เพียงเพื่อความจำเป็นในระยะสั้น

ทรัพยากรใต้ผืนดินและผืนน้ำ มีวันหมดไป อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ลองคิดดูว่า ถ้าเรายอมสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่เพียงเพื่อต้องการพลังงานชั่วคราว ในอนาคตลูกหลานเราจะเหลืออะไรให้ต่อยอด?

แล้วคุณล่ะ คิดว่า ประเทศไทยควรจัดการกับ “ก๊าซในอ่าวไทย” หรือ “ไม้สักทองใต้ท้องทะเล” ของไทยชิ้นนี้อย่างไรดี?