พบกับ บทวิเคราะห์หุ้น สัปดาห์ละตัวจาก Aekinvestment โดย พิทยา เอี่ยมคงเอก
สัปดาห์นี้เป็น Jaymart Group Holdings PCL (SET: JMART)
กลุ่มเทคโนโลยี • Holding Company (ค้าปลีกมือถือ / การเงิน/ เทคโนโลยี)
บทสรุปการลงทุน / INVESTMENT SUMMARY
เราเริ่มต้นคำแนะนำ JMART ที่ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.00 บาท (Upside ~60% จากราคาปิด 9.40 บาท) โดยมองว่า JMART เป็นหุ้น turnaround ที่กำลังพลิกฟื้นชัดเจน หลังปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 162 ล้านบาทจากรายการขาดทุนทางบัญชีที่เป็นปัจจัยชั่วคราว ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 162.7 ล้านบาท (จากที่ขาดทุน 496 ล้านบาทในไตรมาสก่อน) ขณะที่ผู้บริหารตั้งเป้ากำไรทั้งปี 2569 ราว 1,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจ Lock Phone เป็นเครื่องยนต์หลัก
เหตุผลที่แนะนำ “ซื้อ”
1. ผลประกอบการพลิกฟื้นชัดเจน — Q1/2569 กลับมามีกำไร
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 162.7 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 จากที่ขาดทุนหนัก 496 ล้านบาทในไตรมาสก่อน โดยปี 2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 162 ล้านบาทนั้นถูกกดดันจากรายการขาดทุนทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด (การตั้งสำรอง ECL ของธุรกิจบริหารหนี้ และการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน) ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะที่ธุรกิจหลักยังแข็งแรง รายได้รวมปี 2568 เติบโต 9% เป็น 15,403 ล้านบาท เราประเมินว่าเมื่อแรงกดดันด้านบัญชีคลี่คลาย ฐานกำไรปกติจะกลับมาสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของกลุ่ม
2. Lock Phone และ Synergy Ecosystem — เครื่องยนต์การเติบโตหลัก
ธุรกิจขายมือถือพร้อมสินเชื่อ (Lock Phone) เป็นเครื่องยนต์การเติบโตที่โดดเด่น โดย Jaymart Mobile ทำกำไรปี 2568 ถึง 136 ล้านบาท เติบโต 66% และตั้งเป้ากำไรปี 2569 เพิ่มเป็น 2 เท่า ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อมือถือของกลุ่มมียอดคงค้างรวมราว 19,000 ล้านบาท ฐานลูกค้าสะสมกว่า 3.8 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายสู่ 5 ล้านบัญชีภายในสิ้นปี โดยมีอัตราหนี้เสียที่ควบคุมได้ดีจากกลไกล็อกเครื่อง ทั้งนี้กลยุทธ์ Power of Synergy ที่เชื่อมโยง JMT (บริหารหนี้), Singer/SGC, KB J Capital และ Suki Teenoi เข้าด้วยกัน ช่วยเสริมการเติบโตและกระจายความเสี่ยงของรายได้
3. พอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์หนุนมูลค่า — สุกี้ตี๋น้อย + JMT
JMART เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในธุรกิจคุณภาพหลายแห่ง ซึ่งหนุนมูลค่าแบบ Sum-of-the-Parts โดยการลงทุน 30% ใน “สุกี้ตี๋น้อย” ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 258 ล้านบาทในปี 2568 (กว่า 103 สาขา และขยายต่อเนื่อง) ขณะที่ JMT Network Services ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ บริหารพอร์ตหนี้รวมราว 570,000 ล้านบาท และตั้งเป้า cash collection 9,000 ล้านบาทในปี 2569 เรามองว่ามูลค่าของบริษัทลูกและบริษัทร่วมเหล่านี้ยังไม่ถูกสะท้อนเต็มที่ในราคาหุ้นปัจจุบัน
4. Valuation — ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี พร้อมการฟื้นตัวของกำไร
ที่ราคาปิด 9.40 บาท JMART ซื้อขายที่ P/BV เพียง ~0.53 เท่า ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีและสะท้อนช่วงที่ผลประกอบการอยู่ในจุดต่ำสุดไปมากแล้ว เราคาดกำไรปี 2569F ฟื้นตัวสู่ราว 920 ล้านบาท และเติบโตต่อเป็น 1,180 ล้านบาทในปี 2570F (สอดคล้องกับเป้าผู้บริหารที่ราว 1,000 ล้านบาท) เราประเมินราคาเป้าหมาย 15.00 บาท อิงการฟื้นตัวของกำไรปกติและส่วนเพิ่มจากพอร์ตการลงทุน เมื่อรวมกับการพลิกกลับมามีกำไรและเครื่องยนต์ Lock Phone เราจึงแนะนำ “ซื้อ”
5. การวิเคราะห์ทางเทคนิค
มีโอกาสสูงมาก ที่ในระยะสัปดาห์ ราคาของ JMART จะมีการปรับตัวสูงขึ้น เพราะการแกว่งตัว ที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเดือน น่าจะเป้นกำลังได้ดี แต่เป้าหมายของการวิเคราะห์ทางเทคนิค วางเป้าหมายไว้แค่ 13-15 เท่านั้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม: ความผันผวนของรายการขาดทุนทางบัญชี (fair value/ECL) ที่อาจกดดันกำไรเป็นรายไตรมาส คุณภาพสินทรัพย์ของธุรกิจบริหารหนี้ (JMT) หากการเก็บหนี้ต่ำกว่าเป้า ความเสี่ยงด้านหนี้เสียของพอร์ต Lock Phone ในภาวะกำลังซื้ออ่อน การแข่งขันในตลาดมือถือ และความเสี่ยงของบริษัทโฮลดิ้งที่ผลประกอบการขึ้นกับบริษัทลูก/บริษัทร่วมหลายแห่ง