“ทรีนีตี้” มองครึ่งหลังปี 2569 ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สู่วัฏจักรคุมเข้มทางการเงินโดย Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเฃ ส่งผลให้เกิดภาวะการเงินโลกตึงตัว ขณะที่การลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะ Global Rebalancing ประเมิน SET Index มีโอกาสแตะระดับ 1,600 จุด จากมูลค่าหุ้นไทยที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยในงานสัมมนา “Outlook for 2H26 : Global Knowledge in Your Hand” ว่าตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของวัฏจักรการลงทุน จากช่วงเวลาที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ไปสู่ยุคของ Global Financial Tightening Cycle หรือ Fed เปลี่ยนทิศ ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางเงินทุนและการลงทุนทั่วโลกในระยะต่อไป
“ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและลด Risk Premium ของน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ปัจจัยท้าทายใหม่กำลังก่อตัวขึ้นจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน”
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ทั้งจากมาตรการภาษีนำเข้าและ Supply Shock ทำให้มีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 50-75 Basis Points ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 และอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่องตลอดปี 2570 ภายใต้สภาวะดังกล่าว สินทรัพย์ที่มีระดับมูลค่าสูง
โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยผลตอบแทนจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่ม AI, Semiconductor และ Technology ขนาดใหญ่อีกต่อไป
“เรากำลังเห็นการลงทุนของผู้นำตลาด จากเดิมที่ลงทุนแบบกระจุกตัวอยู่ในหุ้น Technology ขนาดใหญ่ ขยายไปสู่กลุ่มสถาบันการเงิน โรงไฟฟ้า หุ้นวัฏจักร และตลาดหุ้นนอกสหรัฐมากขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อระบบตลาดทุนในระยะถัดไป”
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น 1–3 เดือน ยังให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มสื่อสาร ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านพลังงาน รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่น ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย (Multiple-Sensitive) และหุ้นสินทรัพย์เสี่ยงที่มี Valuation แพง
ในระยะกลาง 6–12 เดือน มองธีมการลงทุนสำคัญของโลกอาจเปลี่ยนจาก “US Exceptionalism” ไปสู่ “Global Rebalancing” หรือการปรับสมดุลการลงทุนระดับโลก โดยเอเชียมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์สูงสุด หากเกิดการหมุนย้ายเงินลงทุนระดับโลก หรือ Global Great Rotation รอบใหม่
“ประเทศไทยจะมีศักยภาพและได้รับกระแสเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น เนื่องจากระดับการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่มูลค่าตลาดยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ที่ระดับ 1,600 จุด ภายใต้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 100 บาท และ Forward P/E ที่ 15.9 เท่า โดยมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ หากแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตต่อเนื่อง และหากตัดหุ้น DELTA ออกไป Valuation ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่เพียง 12.2 เท่า สะท้อนว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่ได้รับการ Re-Rating อย่างแท้จริงและกำลังเข้าสู่ช่วง Great Rotation ของตลาดหุ้นไทย”
แม้ภาพรวมการลงทุนระยะกลางยังมีมุมมองเชิงบวก แต่นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การกลับมาปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย Fed การปรับฐานของกลุ่มหุ้น AI และเทคโนโลยี การปิดสถานะ Yen Carry Trade การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยงจาก El Niño และเงินเฟ้อด้านอาหาร ภายใต้สภาวะแวดล้อมการลงทุนดังกล่าว แนะนำให้จัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) โดยแบ่งเป็น หุ้นไทย 20% หุ้นเวียดนาม 10% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 25% ตราสารหนี้โลก 15% ทองคำ 5%และถือเงินสด 25%
“ครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดการเงินโลก จากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่ยุคที่สภาพคล่องและต้นทุนเงินทุนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเงินทุนโลก”