xs
xsm
sm
md
lg

PRINC Group กางแผนรุกธุรกิจสุขภาพทั่วประเทศ ดันโมเดล Hub & Spoke เชื่อม 19 โรงพยาบาล เร่งรีแบรนด์ ‘พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ’ สู่ Flagship Hospital พร้อมอัดงบลงทุนกว่า 1,400 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



PRINC Group เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพทั่วประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์ Hub & Spoke เชื่อมโยงโรงพยาบาลในเครือ 19 แห่ง 15 จังหวัด ยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานสากล พร้อมเปิดแคมเปญ “มาตรฐานที่ดี...ที่เข้าถึงได้ทั่วประเทศ” ควบคู่แผนรีแบรนด์ “โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ” สู่โรงพยาบาลเรือธงต้นแบบระดับสากล รองรับผู้ป่วยโรคยากและซับซ้อน พร้อมประกาศแผนลงทุนกว่า 1,400 ล้านบาท ขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพทั่วประเทศ

PRINC Group หรือ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจเฮลท์แคร์ชั้นนำของประเทศ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเติบโตในปี 2569 ผ่านการยกระดับเครือข่ายโรงพยาบาลในสังกัด 19 แห่ง ครอบคลุม 15 จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้โมเดล “Hub & Spoke” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการรักษาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง

พร้อมกันนี้ บริษัทได้เปิดตัวแคมเปญ “เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ มาตรฐานที่ดี...ที่เข้าถึงได้ทั่วประเทศ” ตอกย้ำพันธกิจการเป็นผู้ให้บริการสุขภาพที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสม และเตรียมจัดกิจกรรม PRINC Group Fair #2 มหกรรมสุขภาพครั้งใหญ่กลางปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้กับประชาชนทั่วประเทศ 


นพ.วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลพริ้นซ์ในระยะต่อจากนี้ คือการนำกลยุทธ์ Hub & Spoke มาใช้ในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดให้โรงพยาบาลศูนย์กลางที่มีความพร้อมสูง มีทีมแพทย์เฉพาะทางครบครัน และมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำหน้าที่เป็น Hub เชื่อมโยงการรักษาไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายในพื้นที่เมืองรองซึ่งทำหน้าที่เป็น Spoke ผ่านระบบส่งต่อผู้ป่วย (Referral System) ที่มีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

“แนวทางดังกล่าวช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงการรักษาโรคยากและซับซ้อนที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ในเมืองใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดภาระความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยแก้ปัญหาการกระจายตัวของบุคลากรทางการแพทย์ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการรักษาและการบริหารจัดการเครือข่าย” นพ.วิชญเวทย์ กล่าว


ด้าน นายฆนัท ศิริสุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่า ทิศทางการเติบโตของเครือพริ้นซ์ในปีนี้ จะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติ ทั้งชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย (Expat) และกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ (Medical Capability) อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ การเปิดศูนย์โรคเฉพาะทาง และการยกระดับศักยภาพการรักษาโรคยากและโรคซับซ้อน (Complex Care) เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างครบวงจร

“การขยายตลาดควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพการรักษาจะช่วยเติมเต็มช่องว่างทางสาธารณสุข สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ และเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเติบโตของรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายฆนัท กล่าว


ขณะที่ นายธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) PRINC Group กล่าวว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน ประกอบกับต้นทุนทางการแพทย์ทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายสำคัญขององค์กรคือการรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางธุรกิจกับการดูแลสังคม

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อได้เปรียบจากการมีเครือข่ายโรงพยาบาลจำนวน 19 แห่งทั่วประเทศ ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการจัดซื้อร่วมจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์จาก Economy of Scale ช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่งผลให้เครือพริ้นซ์ยังคงสามารถนำเสนอบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันรายได้รวมในปี 2569 ให้เติบโตตามแผนงานที่วางไว้ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินขององค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ขณะเดียวกัน PRINC Group ยังประกาศยกระดับ “โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ” สู่การเป็น Flagship Hospital หรือโรงพยาบาลเรือธงต้นแบบระดับสากลของเครือข่าย ในโอกาสครบรอบการดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 โดยวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางการรักษาโรคยากและโรคซับซ้อน (Complex Care) ที่มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยทั้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง


นพ.วรพจน์ ชีวีวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่า โรงพยาบาลมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับรางวัลด้านคุณภาพจากเวที Healthcare Asia Awards 2026 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพการรักษา การบริหารจัดการ และการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

“การก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เราพร้อมยกระดับบทบาทการเป็นศูนย์รองรับผู้ป่วยโรคยากและโรคซับซ้อนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการรักษาที่ได้มาตรฐานสากล” นพ.วรพจน์ กล่าว

ปัจจุบันโรงพยาบาลอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับรอง Standard Stroke Center Certification เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการศูนย์รักษาโรคหลอดเลือดสมองและระบบประสาทแบบครบวงจร ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนและแม่นยำ

พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลยังมีความพร้อมด้านหอผู้ป่วยวิกฤต เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ และศูนย์การแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ที่สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษา 


ด้าน นพ.อดิศร มนูสาร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่า คำว่า “มาตรฐานที่ดี...ที่เข้าถึงได้” ในมุมมองทางการแพทย์ ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยเท่านั้น แต่หมายถึงการส่งมอบการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมทางการแพทย์และหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Medicine)

การรักษาผู้ป่วยโรคยากและโรคซับซ้อนจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์สูง เพื่อให้เกิดการวางแผนรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างแท้จริง

“เราให้ความสำคัญกับการควบคุมมาตรฐานการรักษาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรักษาที่เกินความจำเป็น หรือ Over-treatment ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการดูแลตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมมีการอธิบายทางเลือกการรักษา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน” นพ.อดิศร กล่าว

นพ.อดิศร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของโรงพยาบาล คือการสร้าง Clinical Value หรือคุณค่าทางการรักษาให้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยสูงสุด โดยคำนึงถึงทั้งประสิทธิผลของการรักษา ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ 


ขณะที่ คุณชลันรัตน์ ธรรมวิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่า การยกระดับโรงพยาบาลสู่การเป็น Flagship Hospital ระดับสากล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติ

ฝ่ายบริหารจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Operational Excellence หรือการเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน โดยนำหลัก Lean Hospital Operations มาปรับใช้กับทุกกระบวนการภายในองค์กร เพื่อลดความสูญเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ

ตั้งแต่การบริหารคลังเวชภัณฑ์ การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ การบริหารพลังงานภายในอาคาร ตลอดจนการออกแบบกระบวนการให้บริการผู้ป่วยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ความท้าทายสำคัญคือการควบคุมต้นทุนโดยไม่ลดทอนคุณภาพการดูแลรักษา เราจึงทำงานร่วมกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดในการออกแบบเส้นทางการรักษาของผู้ป่วย หรือ Patient Journey ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา” คุณชลันรัตน์ กล่าว

การบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ สามารถรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพการรักษาและต้นทุนการให้บริการ พร้อมยืนหยัดแนวทางการให้บริการในราคาที่สมเหตุสมผลแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่ใกล้เคียง 


ด้าน นายจตุพล ชวพัฒนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ กล่าวว่า การยกระดับโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผน Rebrand เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ทั้ง 19 แห่งทั่วประเทศ

โดยมีเป้าหมายในการปรับภาพลักษณ์องค์กรให้มีความทันสมัย อบอุ่น และเข้าถึงง่ายมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Modern & Approachable เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และครอบครัวยุคใหม่

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ (Customer Experience) ผ่านการพัฒนาระบบบริการ การสื่อสาร และมาตรฐานการดูแลรักษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการนำจุดแข็งด้านมาตรฐาน JCI และรางวัล Healthcare Asia Awards มาใช้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ

“เรายังคงให้ความสำคัญกับจุดแข็งเรื่องความคุ้มค่าในการรับบริการ หรือ Value for Money ควบคู่กับนโยบายความโปร่งใสด้านราคา (Price Transparency) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย และผลักดันให้โรงพยาบาลพริ้นซ์เป็นแบรนด์โรงพยาบาลอันดับต้น ๆ ในใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่” นายจตุพล กล่าว 


นอกจากการยกระดับศักยภาพเครือข่ายโรงพยาบาลและการรีแบรนด์องค์กรแล้ว PRINC Group ยังประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ครั้งสำคัญในปี 2569 ด้วยงบประมาณรวมกว่า 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และผลักดันเครือข่ายโรงพยาบาลในสังกัดสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อนระดับภูมิภาค (Tertiary Care Hub)

แผนการลงทุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการขยายโรงพยาบาล การพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง การลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลในเครือในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการสำคัญที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงต้นปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นใน “โรงพยาบาล ป.แพทย์ 1 และ 2” จังหวัดนครราชสีมา มูลค่า 673 ล้านบาท โดย PRINC Group เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 57% เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หลังการเข้าลงทุน บริษัทมีแผนยกระดับโรงพยาบาลทั้งสองแห่งให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพสำคัญของภาคอีสาน ภายใต้โมเดล Hub & Spoke อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และการยกระดับมาตรฐานการบริการให้เทียบเท่าโรงพยาบาลชั้นนำ เพื่อรองรับการรักษาโรคยากและโรคซับซ้อน พร้อมสร้าง New S-Curve ในการเติบโตของรายได้ในภูมิภาค 


อีกหนึ่งโครงการสำคัญในภาคใต้ คือการเปิดให้บริการ “อาคารวลัยรักษ์” โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร ซึ่งบริษัทได้ลงทุนเพิ่มเติมอีก 12 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

อาคารแห่งใหม่นี้ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับบริการด้านทันตกรรม ศูนย์ตรวจสุขภาพเชิงลึก เวลเนส และการแพทย์แผนจีน โดยมีเป้าหมายยกระดับโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ให้เป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ชั้นนำของจังหวัดชุมพร และรองรับทั้งประชาชนในพื้นที่รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในภาคใต้ตอนบน

สำหรับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญ PRINC Group ได้เดินหน้าขยายสาขาใหม่ของ “บ้านอาจารย์พงษ์ศักดิ์ สาขาเมืองทองธานี การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง” อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569

โครงการดังกล่าวถือเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งที่ 2 ของเครือ ต่อเนื่องจากความสำเร็จของสาขาศรีนครินทร์ โดยตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ภายในอาคาร 2 ชั้น สามารถรองรับผู้รับบริการได้สูงสุดถึง 80 เตียง

จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบพื้นที่ให้รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เพื่อเอื้อต่อการฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ พร้อมกำหนดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 18,000-20,000 บาทต่อเดือน โดยไม่มีค่าแรกเข้าและค่ามัดจำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

บริษัทมองว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มระบบนิเวศทางสุขภาพขององค์กร และเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ประจำที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต ท่ามกลางแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

ขณะที่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 บริษัทได้เปิดให้บริการ “โรงพยาบาลพิษณุเวช กำแพงเพชร” อย่างเป็นทางการ ภายใต้งบลงทุนรวม 600 ล้านบาท

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับทุติยภูมิขั้นสูง อาคารสูง 6 ชั้น ขนาด 59 เตียง ภายใต้แนวคิด “อุ่นใจ ใกล้บ้าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ครบวงจรของจังหวัดกำแพงเพชรและพื้นที่ใกล้เคียง

ภายในโรงพยาบาลประกอบด้วยหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) จำนวน 11 เตียง ห้องผ่าตัดมาตรฐาน 3 ห้อง หน่วยไตเทียม 12 เตียง และเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan 128 Slice เพื่อรองรับการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน

นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน รวมถึงศูนย์กุมารเวชศาสตร์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางจากหลากหลายสาขาคอยให้บริการ เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่าย PRINC Group ในการขยายสู่เป้าหมาย 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ


ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 บริษัทมีแผนเปิดอาคารบริการทางการแพทย์แห่งใหม่ของ “โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร” ด้วยงบลงทุน 330 ล้านบาท เพื่อยกระดับศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉินระดับสูง

อาคารดังกล่าวมีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,745 ตารางเมตร สูง 6 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักผู้ป่วย 38 เตียง ห้อง ICU จำนวน 14 เตียง และห้องผ่าตัดมาตรฐาน 3 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นห้องควบคุมแรงดันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อรองรับบทบาทการเป็นศูนย์ส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อน และเชื่อมโยงการรักษาร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาลพิษณุเวชในภูมิภาค

สำหรับเมกะโปรเจกต์สำคัญที่สุดของปี คือ “ศูนย์มะเร็งพิษณุเวช” หรือ Pitsanuvej Cancer Center ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2570 ภายใต้งบลงทุน 550 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวถูกวางให้เป็น Oncology Hub หรือศูนย์รักษาโรคมะเร็งครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง บนพื้นที่กว่า 5,800 ตารางเมตร ภายในจังหวัดพิษณุโลก

ศูนย์มะเร็งแห่งนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีรังสีรักษา (Radiotherapy) และระบบเคมีบำบัด (Chemotherapy) ที่ทันสมัย เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้ป่วยในต่างจังหวัด ซึ่งในอดีตจำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานครหรือหัวเมืองหลัก

การลงทุนทั้งหมดในปี 2569 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ PRINC Group ในการยกระดับเครือข่ายโรงพยาบาลสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากลได้อย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ PRINC Group ยังคงยึดมั่นในปณิธานการดำเนินธุรกิจด้วย “จิตใจของการเป็นผู้ให้” โดยมุ่งช่วยเหลือผู้คน สังคม และชุมชน ควบคู่กับการส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ คุ้มค่า และเข้าถึงได้ เพื่อให้ประชาชนทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยในอนาคต